J-Shape มาแน่!

*หากดูตามรูปการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ต้องยอมรับแบบเต็มใจว่า นักเล่นกำลังอยู่บนสมมุติฐานโลกสวยกันทั้งนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะขานรับผู้ชนะอย่างคุณปู่ “ไบเดน” เพราะเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้ความขัดแย้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้แพ้ที่บ้า ๆ บอ ๆ อย่าง “ทรัมป์” ก็คงฟาดงวงฟาดงาตามประสา ก่อนจะกลับไปเลียแผลแบบเงียบ ๆ นะจะบอกให้

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*หากดูตามรูปการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ต้องยอมรับแบบเต็มใจว่า นักเล่นกำลังอยู่บนสมมุติฐานโลกสวยกันทั้งนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะขานรับผู้ชนะอย่างคุณปู่ “ไบเดน” เพราะเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้ความขัดแย้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้แพ้ที่บ้า ๆ บอ ๆ อย่าง “ทรัมป์” ก็คงฟาดงวงฟาดงาตามประสา ก่อนจะกลับไปเลียแผลแบบเงียบ ๆ นะจะบอกให้

*ในเมื่อทุกอย่างกำลังดีขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้กองทุนหวนกลับเข้ามาไล่เก็บหุ้นกันอุตลุด (6 พันล้านบาท) จนดัชนีขึ้นมายืนปิดที่ 1,264.32  จุด บวกไป 41.88 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.09 หมื่นล้านบาทอย่างง่ายดาย และหนึ่งในข่าวเม้าท์ที่พูดกันไปเรื่อยเปื่อยคือ ก่อนหน้านี้กองทุนขายหุ้นต่อเนื่อง เพราะต้องการเตรียมเงินไปซื้อหุ้น Ant Group (ของอาลีบาบา) แต่ทันทีที่หุ้นถูกระงับเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น “เซี่ยงไฮ้” และ “ฮ่องกง” ก็เลยเอาเงินที่มีอยู่มาไล่ซื้อหุ้นไงล่ะค่ะ

*งานนี้จริงเท็จแค่ไหน ? ลองคิดกันไปพลาง ๆ ก่อน เพราะเดี๊ยนก็ฟังพวกปากยื่นปากยาวมาอีกที จึงไม่สามารถตรัสรู้ว่า มูลเหตุของเรื่องเป็นดั่งที่เม้าท์ไหม ? แต่ที่แน่ ๆ ในเที่ยวนี้คือ ทฤษฎีการฟื้นตัวแบบ J-Shape กลับข้าง เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องยอมรับแบบเต็มใจ เพราะเป็นการอธิบายภาพของ “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดหุ้น” ให้เข้าใจง่ายขึ้นเป็นกอง เดี๊ยนถึงมองเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องอื่นเจ้าค่ะ

*เนื่องจาก J-Shape กลับข้าง เป็นภาพสะท้อนการฟื้นตัวไม่สุด และเมื่อถึงเวลาหนึ่งจะเข้าสู่โหมดชะลอตัว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะอยู่กับประเทศไทยอีกอย่างน้อย 1 ปี “โมนิก้า” ถึงมองโอกาสที่ดัชนีจะเด้งกลับขึ้นไปทดสอบเส้นแนวต้าน 75 วันที่บริเวณ 1,270 จุดน่าจะต้องลุ้นกันอีกยกกระมั้ง ? บวกกับยอดเดิมครั้งก่อนอยู่บริเวณ 1,280 จุด จึงทำให้ทฤษฎีดังกล่าวน่าเชื่อถือพอสมควรนะจ๊ะ

*ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับสถานการณ์ของแบงก์สีเขียว KBANK กลายเป็นหุ้นบลูชิพไม่กี่ตัวที่แดงแป๊ดสวนชาวบ้าน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความไม่แน่นอนของกำไรในอนาคต เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เอสเอ็มอีกำลังอยู่ในช่วงร่วงผล็อยไปทีละรายสองราย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกับแบงก์รายนี้เต็ม ๆ แต่ช่วงบ่ายแก่ ๆ กลับพุ่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนปิดที่ 78.50 บาท บวกไป 1.75 บาท หรือขึ้นไป 2.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3 พันล้านบาทแบบงง ๆ นะเจ้า !

*เช่นเดียวกับในรายของ VGI ทำท่าจะลืมตาอ้าปากได้นิดหน่อย ก็ถูกขายหนักจนราคาหุ้นร่วงลงมายืนปิดที่ 6.50 บาท ลบไป 0.20 บาท หรือลงไป 3% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 474 ล้านบาท  น่าเป็นสถานการณ์ที่ทำให้รู้ว่า ยังไม่ถึงเวลาขึ้น ! ผสานกับก่อนหน้านี้ 3 ครั้ง โดนมือดีดักขายใกล้บริเวณ 7 บาทเป็นประจำ “โมนิก้า” ถึงยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นอย่างเต็มใจ เพราะในมุมของพื้นฐานก็ไม่เอื้อให้เล่นต่อจริง ๆ นะคะ

*ส่วนรายที่กลับทิศอย่างร้อนแรงต้องพุ่งเป้าไปที่ GPSC เพราะกลายเป็นพระเอกของวานนี้ หลังราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาปิดที่ 60 บาท บวกไป 6.75 บาท หรือขึ้นไป 12.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.46 พันล้านบาท พร้อมกับจุดประกายความหวังที่จะได้เห็นหุ้นขึ้นไปยืนแถว 67 บาทอีกรอบแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นช็อตของการไหลตามน้ำหากคิดว่า ใจกล้าพอ ! เพราะการขึ้นของหุ้นเที่ยวนี้มาจากโฟลว์ของเงินล้วน ๆ นะจะบอกให้

*คล้ายกับกรณีของหุ้น IVL วิ่งขึ้นมาปิดที่ 25.75 บาท บวกไป 2.05 บาท หรือขึ้นไป 8.65% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.09 พันล้านบาท น่าจะเป็นมุมของผลงานที่ดีขึ้น ผนวกกับมีการพูดถึงกองทุนปั่นกระแสหนาหูเหลือเกิน จึงกลายเป็นหุ้นที่มีการไล่ราคาอย่างสนุกสนาน พร้อมกับมีการวางราคาเป้าหมายระยะสั้นบริเวณ 30 บาท “โมนิก้า” ถึงอยากให้แฟนคลับขาลุยจับตาดูหุ้นตัวนี้มากเป็นพิเศษ เพราะกระแสเขามาดีเหลือเกินเจ้าค่ะ

*ประเด็นนี้ทำให้ “โมนิก้า” ต้องหันมามองหุ้นขายไก่ขายหมู CPF เป็นรายถัดไปในทันที หลังหุ้นกระชากขึ้นมาปิดที่ 27 บาท บวกไป 1.50 บาท หรือขึ้นไป 5.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.68 พันล้านบาท พร้อมกับปิดฉากขาลงเสียที และเริ่มต้นขาขึ้นอย่างเป็นทางการ เดี๊ยนถึงเชื่อเหลือเกินว่า เที่ยวนี้หุ้นน่าจะกลับขึ้นไปยืนเหนือ 30 บาทอีกครั้ง เพราะองค์ประกอบหลายอย่างเอื้อให้สุด ๆ วันนี้หุ้นน่าจะไปต่อพะยะค่ะ