SO โชว์ผลงานไตรมาส 3 โตแกร่งสวนวิกฤติ “โควิด-19” หลังธุรกิจ Outsource สดใส

SO โชว์ผลงานไตรมาส 3 โตแกร่งสวนวิกฤติ "โควิด-19" หลังธุรกิจ Outsource สดใส

นายจิรณุ กุลชนะรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3 ปี 2563 จำนวน 41.74 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น  64.91% จากไตรมาส 2 ปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิ  25.31 ล้านบาท และปรับตัวเพิ่มขึ้น 44.22% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 28.94 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวดรวม 9 เดือนสิ้นสุด 30 ก.ย.2563 มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 100.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.86 % จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 76.97 ล้านบาท

สำหรับงวด 9 เดือน บริษัทมีรายได้รวม 1,557.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 1,430.53 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ค่าบริหารจัดการบุคลากร จำนวน 1,340.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.67% จากงวดเดียวกันปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1,268.12 ล้านบาท โดยรายได้ค่าบริหารจัดการบุคลากรยังคงเป็นรายได้หลักมีสัดส่วน 86.62% ของรายได้รวม และมีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 178.18 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 23.36% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 144.44 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์ให้เช่ารอการขายและอุปกรณ์ จำนวน 22.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.26% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 12.79 ล้านบาท และที่เหลือเป็นรายได้อื่น

“รายได้ของบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นการเติบโตมาจากหน่วยงานบริหารจัดการพนักงานช่างเทคนิค ซึ่งบริษัทได้ทำสัญญาฉบับใหม่กับลูกค้าภาครัฐ ที่ได้เพิ่มจำนวนพนักงานและอัตราการจ้างงานตามสัญญาเดิมที่ทำไว้ปีก่อน รวมถึงการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในส่วนของรายได้ของหน่วยงานบริหารจัดการบันทึกข้อมูล ซึ่งได้รับสัญญาการให้บริการเพิ่มเติมจากลูกค้ากลุ่มที่ให้บริการขนส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซ โดยเป็นการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าของบริษัทขนส่งเพื่อนำมาบริหารจัดการและกลุ่มโรงพยาบาล ที่ให้เราบันทึกและจัดเก็บข้อมูลคนไข้เพื่อนำมาบริหารจัดการในระบบออนไลน์”

ในส่วนของค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,411.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,329.75 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.15% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 5.78  ล้านบาท จากลูกค้ารัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งที่เข้าสู่ขบวนการฟื้นฟูกิจการ

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัวและโควิด-19 ยังคงอยู่ แต่ธุรกิจของบริษัทสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งจากลูกค้ากลุ่มเดิมและลูกค้ารายใหม่ๆ ที่หันมาใช้บริการ Outsource เพื่อลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนระยะยาวมากขึ้นขณะที่บริษัทมีการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยบริษัทยังมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับเลข 2 หลัก หรืองวด 9 เดือนมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.02% ดีขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นส่วนใหญ่มาจาก การบริหารจัดการช่างเทคนิค และส่วนของค่าเช่าและบริการจากการต่อสัญญาระยะยาวกับลูกค้าหน่วยงานรัฐบาลรายหนึ่ง

ทั้งนี้ จากผลดำเนินงานของบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 10 พ.ย 2563 จึงมีมติอนุมัติให้บริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.16 บาท คิดเป็นเม็ดเงินรวม 49.60 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 9 ธ.ค.2563 และจะปิดสมุดทะเบียนกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่ 24 พ.ย. 2563 และวันที่ไม่ได้รับเงินปันผล (XD) วันที่ 23 พ.ย.2563

นอกจากนี้ มีมติแต่งตั้งนายศุภชัย ปาจริยนนท์ เป็นกรรมการบริษัทแทนนายพงษ์นิมิต ดุสิตนิตย์สกุลกรรมการที่ลาออก โดยมีผลตั้งแต่ 10 พ.ย.2563

สำหรับสินทรัพย์ของบริษัท ณ 30 ก.ย.2563 มีสินทรัพย์รวม 1,408.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.20% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2562 ซึ่งอยู่ที่1,089.92 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์เพื่อให้เช่า โดยเฉพาะรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น 244 คัน จากการได้สัญญาให้บริการรถยนต์ให้เช่าขนาดใหญ่จากลูกค้ารัฐบาลในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขณะที่ส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทอยูที่ 348.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.36 % จากสิ้นปี 2562 ซึ่งเท่ากับ 315.88 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสะสมจากกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นที่เกิดขึ้นระหว่างงวดของบริษัท

คำค้น