ลุ้น RT เทรดวันแรกวิ่งทะลุ 2.20 บ. โบรกฯ การันตีพื้นฐานแกร่ง หนุนกำไรโตไม่ยั้ง!

ลุ้น RT เทรดวันแรกวิ่งทะลุ 2.20 บ. โบรกฯ การันตีพื้นฐานแกร่ง หนุนกำไรโตไม่ยั้ง!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 พ.ย.) หุ้นสามัญบริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ RT เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง เป็นวันแรก โดย RT มีทุนจดทะเบียน 1,100 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสำมัญเดิม 800 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 300 ล้านหุ้น เสนอขายระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2563 ในราคาหุ้นละ 1.92 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 576 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,112 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ  9.20 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง (ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2563) ซึ่งมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทเท่ากับ 229.47 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับ 1,100 ล้านหุ้น (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.21 บาทต่อหุ้น โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการการจำหน่าย

สำหรับ RT และบริษัทย่อยประกอบธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างด้านงานวิศวกรรมโยธา และธรณีเทคนิคที่อาศัยความชำนาญและเทคโนโลยีระดับสูง ได้แก่ งานก่อสร้างอุโมงค์ งานระเบิดหิน งานขุดเจาะโดยไม่ใช้ระเบิด งานพัฒนาเหมือง งานเจาะสำรวจ งานคอนกรีตโครงสร้าง งานวิศวกรรมโยธาทั่วไปและงานด้านธรณีวิทยา โดยสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 กลุ่มบริษัทมีสัดส่วนรายได้หลักจาก 1) งานก่อสร้างอุโมงค์และโครงสร้างใต้ดิน 2) งานก่อสร้างท่อลอดใต้ดินโดยวิธีดันท่อและวิธีเจาะและดึงท่อ คิดเป็นร้อยละ 59.90 และร้อยละ 11.32 ของรายได้รวมตามลำดับ

โดย นายชวลิต ถนอมถิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ RT ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิค อาทิ งานอุโมงค์ โครงสร้างใต้ดิน เขื่อน โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ งานนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินด้วยวิธีดันท่อและเจาะดึงท่อ เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากมีความมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่ง RT เป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตและไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย และมีประสบการณ์เชี่ยวชาญพิเศษในงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและต่างประเทศมากว่า 20 ปี

ทั้งนี้ภายหลังจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ บริษัทจะนำเม็ดเงินที่ได้มาใช้ขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ พร้อมลงทุนเพิ่มเครื่องมือ-เครื่องจักร ระบบคอมพิวเตอร์ และการก่อสร้างโรงซ่อมและอาคารเก็บวัสดุแห่งใหม่ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจต่อไปในอนาคต  ซึ่งการระดมทุนจะส่งผลให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ยกระดับในการเข้ารับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และสร้างการเติบโตได้ตามแผนและกรอบเวลาที่ทางบริษัทได้วางไว้

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 ก.ย. 2563  ถือเป็นการเติบโตทำสถิติสุงสุด (New High) บริษัทมีรายได้รวม 2,114.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,687.48 ล้านบาท จำนวน 427.25 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25.31%  และมีกำไรสุทธิ 204.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 67.02 ล้านบาท จำนวน 137.55 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 205.24 %

ด้านผลประกอบการไตรมาส 3/63 บริษัทมีรายได้รวม 673.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 643.75 ล้านบาท จำนวน 29.65 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.60%  และมีกำไรสุทธิ 67.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 28.51 ล้านบาท จำนวน 38.74 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 135.88%

ทั้งนี้ รายได้และกำไรของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นมากจากปีก่อน เนื่องจากบริษัทรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระเป็นงานที่กำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นงานที่บริษัทมีประสบการณ์การทำงานสูงจากการก่อสร้างอุโมงค์ และการบริหารการใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้เป็นอย่างดี และได้รับอัตรากำไรขั้นต้นสูงดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาส 3/63

ส่วน นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวเสริมว่า คาดว่า RT จะเป็นหุ้นไอพีโอที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นิติบุคคล รายย่อย และนักลงทุนสถาบัน ด้วยจุดเด่นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิค   ที่มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจงานโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ อาทิ ระบบขนส่งราง งานถนน ระบบบริหารจัดการน้ำในประเทศ ซึ่งงานก่อสร้างเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่างานสูงและเป็นงานที่มีการก่อสร้างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความรู้ความสามารถจากบริษัทที่มีประสบการณ์และความชำนาญพิเศษ ซึ่งมีผู้รับเหมาจำนวนน้อยรายที่ดำเนินธุรกิจได้แบบ RT

ทั้งนี้ จึงมั่นใจว่า RT จะมีโอกาสรับงานได้อีกมากในอนาคต โดยเฉพาะงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทยอยประกาศออกมา อีกทั้งบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถบริหารต้นทุนการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง (1 ต.ค. 62 – 30 ก.ย.63) มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 267 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมมีกำไรสุทธิ 229.47 ล้านบาท (1 ก.ค. 62 – 30 มิ.ย. 63) ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0.24 บาทต่อหุ้น จากเดิม 0.21 บาทต่อหุ้น ขณะที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 1.92 บาท อยู่ที่ 8 เท่า จากเดิมอยู่ที่  9.20 เท่า

ภายหลังการระดมทุน RT จะสามารถสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้น จากฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย RT   มีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร ณ สิ้นไตรมาส 3/63 อยู่ที่ 343.55 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังมีนโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักสำรองต่าง ๆ และมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตและโอกาสการรับงานโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตนายสมภพกล่าว 

ด้าน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินหุ้น RT ด้วยราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 2.20 บาท อิง PER 11 เท่า และ EPS ที่ 0.20 บาท โดย RT ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยมีจุดเด่นจากการที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญงานด้านธรณีเทคนิค ซึ่งเป็นงานที่อาศัยความชำนาญและประสบการณ์สูง บริการรับเหมาก่อสร้างของบริษัทจะครอบคลุมถึงงานก่อสร้างอุโมงค์ งานก่อสร้างท่อลอดใต้ดิน งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ งานก่อสร้างเขื่อน เป็นต้น

โดยปัจจุบันมีโครงการขนาดใหญ่สำคัญ ๆ ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง ได้แก่ โครงการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ มูลค่า 2.3 พันล้านบาท บริษัทคาดการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยหนุนโอกาสรับงานในอนาคต เช่น โครงการรถไฟทางคู่ งานอุโมงค์ถนน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นต้น

ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิปี 2563 เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบจากปีก่อน จาก backlog ที่ยังอยู่ในระดับสูง และ GPM ที่ปรับตัวดีขึ้น และคาดกำไรสุทธิจะขยายตัวต่อเนื่อง 12% เมื่อเทียบจากปีก่อน ในปี 2564

ส่วน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ RT เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิค หลักๆเป็นงานก่อสร้างอุโมงค์และโครงสร้างใต้ดิน โดยเราคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เป็นบวกต่อภาคก่อสร้างและเป็นโอกาสรับงานเพิ่มของ RT ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลายโครงการขนาดใหญ่

ทั้งนี้คาดกำไรปกติปี 2563 เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบจากปีก่อน และปี 2564 เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบจากปีก่อน จากรายได้ที่ขยายตัวและ Gross Margin ที่ปรับขึ้นจากงานอุโมงค์รถไฟทางคู่มาบกะเบา-ชุมทางจิระที่ Margin ดี ปัจจุบันมี Backlog 4.3 พันล้านบาท รับรู้ถึงปี 2565 และรองรับประมาณการปี 2564 แล้ว 72% รวมถึงมีโอกาสรับงานเพิ่มจากทั้งในและประเทศเพื่อนบ้าน โดยประเมินราคาเหมาะสมของ RT  ที่ 2.20 บาท อนึ่ง FSS เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ RT