เป้าใหม่ 1,700 จุด ?

*ก่อนจะเข้าสู่โหมดของการลงทุนเต็มตัว “โมนิก้า” ขอเม้าท์ถึงการสับขาหลอกของม็อบเด็กขายของ เพื่อชี้ให้เห็นความเอือมระอาของผู้คนเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการปล่อยข่าวจะไปหยาบคายที่โน่นที่นี่ (แต่สุดท้ายเปลี่ยนเป้าหมาย) มันทำให้ชีวิตประจำวันของใครหลายคนกลายเป็นเรื่องยากลำบากในทันที แถมข้อเรียกร้องบางอย่างก็เลยขอบเขตไปเยอะมาก ส่งผลให้กระแสไม่เอาด้วยขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การหาทางลงของม็อบเด็กไม่ง่ายเหมือนที่ตั้งธงกันไว้นะเด็กน้อย !

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ก่อนจะเข้าสู่โหมดของการลงทุนเต็มตัว “โมนิก้า” ขอเม้าท์ถึงการสับขาหลอกของม็อบเด็กขายของ เพื่อชี้ให้เห็นความเอือมระอาของผู้คนเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการปล่อยข่าวจะไปหยาบคายที่โน่นที่นี่ (แต่สุดท้ายเปลี่ยนเป้าหมาย) มันทำให้ชีวิตประจำวันของใครหลายคนกลายเป็นเรื่องยากลำบากในทันที แถมข้อเรียกร้องบางอย่างก็เลยขอบเขตไปเยอะมาก ส่งผลให้กระแสไม่เอาด้วยขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การหาทางลงของม็อบเด็กไม่ง่ายเหมือนที่ตั้งธงกันไว้นะเด็กน้อย !

*ถามว่า เรื่องดังกล่าวมีอิทธิพลกับสถานการณ์ของตลาดหุ้นแค่ไหน ? “โมนิก้า” พูดได้ทันทีว่า ขึ้นอยู่กับกระแสข่าวที่นัดชุมนุมในแต่ละวันรุนแรงเพียงใด ! แต่ถ้ามองในมุมของฟันด์โฟลว์ที่มีต่อการชุมนุม กลับมองเรื่องดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญสักเท่าไหร่ เพราะในช่วง 10-15 ปีก็เป็นแบบนี้มาตลอด พร้อมกับมีคำพูดติดตลก “โนสน โนแคร์ โนม็อบ” ให้ได้ยินเป็นประจำไงล่ะค่ะ

*ฉะนั้นการที่ดัชนีพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 1,428.36 จุด ต่อจากนั้นย่อตัวลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,392.42 จุด ก่อนจะตีกลับขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,415.72 จุด บวกไป 14.09 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.17 แสนล้านบาท พร้อมกับมีรีเสิร์ชของโบรกเกอร์ต่างชาติชี้เป้าดัชนีในปี 64 มีสิทธิ์ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,700 จุด น่าจะเป็นการส่งสัญญาณเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาอีกบานตะไท “โมนิก้า” ถึงพยายามย้ำกับแฟนคลับว่า มีหุ้นหลายตัวที่ต่ำกว่าพื้นฐาน และตรงนี้เป็นโอกาสทองที่จะช้อนหุ้นเมื่อย่อตัวไว้เก็งกำไรตอนเด้งกลับนะจะบอกให้

*สำหรับไซเคิลแรกที่โบรกฯฝรั่งเห็นตรงกันคือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์จะเป็นตัวนำตลาด และจะเริ่มเห็นผู้คนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่มน้ำมัน ข้าว ยางพารา ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ มีความคึกคักขึ้นมาทันที ส่วนไซเคิลสองจะเป็นคิวของธุรกิจภาคการเงินอย่าง ธนาคาร ไฟแนนซ์ ซึ่งจะมาพร้อม ๆ กับธุรกิจอสังหาฯ ยานยนต์ ต่อจากนั้นจะเป็นไซเคิลสามที่ผู้สันทัดกรณีมองว่า ธุรกิจคอนซูมเมอร์ (ข้าวของเครื่องใช้บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ) จะเป็นวงจรธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวยาวนานถึง 5-7 ปีพะยะพะค่ะ

*ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องถามกลับไปยังแฟนคลับอีกครั้งว่า รู้สึกอย่างไร ? และประเด็นที่อ้างถึงจะสร้างความมั่นใจขนาดไหน ? แถมเนื้อหาที่กล่าวถึงข้างต้นมีแต่มุมบวก จึงอาจทำให้บางคนมองเดี๊ยนเป็นพวกโลกสวยเกินไป เลยขอใช้พื้นที่ตรงนี้แชร์ข้อมูลที่มีอยู่ในมือ และเพื่อไม่เป็นการบังคับใจผู้อื่นมากเกินไป จึงต้องทำความเข้าใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนจะบรรเลงเคาะขวาแบบสุดซอย..อิอิอิ

*เรื่องนี้เทียบง่าย ๆ ได้จากหุ้น PTT ถีบตัวตามราคาน้ำมนดิบที่ขึ้นไม่หยุด ก็มีเหตุผลมาจากทั่วโลกเริ่มมีการใช้น้ำมันมากขึ้นจากเมื่อก่อน ทุกคนเลยฟันธงกำไรของบริษัทจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ วานนี้เลยเห็นหุ้นขึ้นมาปิดที่ 41.50 บาท บวกไป 1.50 บาท หรือขึ้นไป 3.75% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.08 พันล้านบาทแบบชิล ๆ พร้อมกับจุดประกายความหวังที่จะได้เห็นหุ้นขึ้นไปยืนบริเวณ 45 บาทอีกรอบนะจ๊ะ

*อีกรายที่คัมแบ็กอย่างรวดเร็ว และกำลังเป็นหุ้นเนื้อหอม เดี๊ยนคงมองไปที่ ACE เพื่อชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ที่หุ้นจะกลับขึ้นไปยืนฐานเดิมบริเวณ 4 บาทไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสตอรี่เด็ด ๆ ยังมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ “โมนิก้า” ถึงมองการยืนปิดที่ระดับ 3.62 บาท บวกไป 0.22 บาท หรือขึ้นไป 6.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 687 ล้านบาท น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้หุ้นขึ้นไปหาเป้าหมายดังกล่าวไม่ยากเย็นเจ้าค่ะ

*คล้ายกับกรณีของแบงก์สีม่วง SCB ทุกกระเบียดนิ้ว เพราะมองแค่เรื่องพ้นจุดต่ำสุดอย่างเป็นทางการ และกำลังปั้นกำไรให้กลับมาโตอีกครั้ง “โมนิก้า” ก็มีอาการอยากเคาะขวาแบบขึ้นมาทันที เพราะการยืนปิดที่ 89.75 บาท บวกไป 2 บาท หรือขึ้นไป 2.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.92 พันล้านบาท ยังมีแก๊ปให้หุ้นวิ่งอีกเยอะ โดยเฉพาะในมุมของ BV 120 บาท มันทำให้หุ้นแบงก์รายนี้มีรัศมีเจิดจรัสขึ้นมาเป็นกองพะยะค่ะ