“ผู้เลี้ยงสุกร” ชี้หมูไทยปลอดโรค ASF ปท.เดียวในเอเชีย หนุนตลาดปี 64 สดใส การบริโภคคึกคัก

“สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ” ชี้หมูไทยปลอดโรค ASF ปท.เดียวในเอเชีย หนุนตลาดปี 64 สดใส การบริโภคคึกคัก

นายสัตวแพทย์ วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมสุกรในปี 64 ภาพรวมยังคงสดใส แม้จะมีความท้ายทายจากวิกฤติโควิด-19 และสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (ASF) ที่ยังพบการระบาดในประเทศรอบๆไทย แต่มองว่ายังมีความต้องการบริโภคที่จะเพิ่มขึ้นทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชีย

ขณะที่ปริมาณการผลิตน่าจะใกล้เคียงกับปีนี้ จากภาวะโรค ASF และโรคเพิร์ส (PRRS)  ที่ยังต้องเฝ้าระวัง และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงลดความเสี่ยง ด้วยการเข้าเลี้ยงสุกรบางลง ไม่เต็มกำลังการผลิต สอดคล้องกับการผลิตสุกรทั่วโลกที่ลดลงจากปัจจัยดังกล่าว และเชื่อว่าสุกรจะยังคงเป็นสินค้าปศุสัตว์เดียวที่เหลืออยู่ ที่จะสามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้ในวิกฤติโควิด-19 เช่นนี้

สำหรับปี 63 เป็นปีที่อุตสาหกรรมสุกรทั่วโลกต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรค ASF ในสุกร  แต่ไทยนับเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่คงสถานะปลอดโรค ASF จนถึงปัจจุบัน ช่วยตอกย้ำถึงมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยทางอาหารของสุกรไทยได้เป็นอย่างดี

ปริมาณการผลิตสุกรของไทยในปีนี้ ผู้ประกอบการฟาร์มสุกรครบวงจรและเกษตรกรรายย่อยทั้งประเทศร่วม 200,000 ฟาร์ม มีผลผลิตสุกรมากกว่า 22 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่การผลิตอยู่ที่ 20.43 ล้านตัว ปริมาณการผลิตขยายตัวตามจำนวนประชากร ประกอบกับราคาสุกรมีชีวิตจูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต หลังจากที่ช่วงกลางปี 2562 ราคาสุกรตกต่ำเป็นอย่างมากจากปัญหา Over supply และมีปัจจัยเสริมจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับ ASF ทำให้เกษตรกรทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ต่างระมัดระวังในการเข้าเลี้ยงสุกรมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ขาดทุนสะสมมานานกว่า 3 ปีก่อนหน้านี้

เมื่อปริมาณสุกรในภาพรวมลดลง ราคาพลิกกลับมาดีขึ้น เกษตรกรจึงหันมาเพิ่มการผลิตรองรับความต้องการบริโภค ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการฟาร์มและป้องกันโรคระบาดได้เป็นอย่างดี ทำให้ประสิทธิภาพในการเลี้ยงสุกรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การผลิตสุกรของไทยเป็นการผลิตเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักประมาณ 97% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด ขณะที่ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรของคนไทยอยู่ที่ปริมาณ 1.49 ล้านตันในปี 63 เพิ่มขึ้น 0.68% จากปี 62 โดยการผลิตสุกรยังคงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ ไม่เคยมีปัญหาขาดแคลน

ด้านราคาสุกรตลอดทั้งปีมีความผันผวน และต้องพบกับความท้าทายเมื่อโควิด-19 มีการระบาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กระทบต่อการท่องเที่ยวและการจับจ่าย ยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ ปิดสถานที่เสี่ยง ทำให้ราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มของเกษตรกรเริ่มเข้าสู่ภาวะตกต่ำ กระทั่งเริ่มทยอยปลดล็อกดาวน์ในช่วงพฤษภาคม ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรจึงกลับมาคึกคักขึ้น ประกอบกับขณะนั้นยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน อากาศร้อนแปรปรวนและภัยแล้ง ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตสุกรเสียหายกว่า 10% กลไกตลาดดังกล่าวทำให้ราคาสุกรฟื้นตัวได้อีกครั้งและประคองตัวมาได้ หากแต่ต้นทุนการเลี้ยงสุกรก็ปรับขึ้น ทั้งจากการลงทุนระบบ Biosecurity ในฟาร์มเพื่อป้องกันโรค ASF และโรค PRRS อย่างเข้มงวด ตลอดจนปัญหาภัยแล้งอากาศแปรปรวน

อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและเกษตรกรทั่วประเทศยังคงยืนหยัดราคาสุกรหน้าฟาร์ไม่เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม ตามที่กรมการค้าภายในขอความร่วมมือ เพื่อร่วมกันดูแลค่าครองชีพแก่ประชาชนไทยในวิกฤติโควิด-19

สำหรับการส่งออกมีการขยายตัวจากความต้องการสุกรของประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย โดยเฉพาะ จีน เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ที่ประสบปัญหา ASF ทำให้ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ และราคาสุกรมีชีวิตเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัวจากภาวะปกติ ตามกลไกตลาด จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทย ทั้งในส่วนของสุกรพันธุ์ สุกรขุนมีชีวิต และเนื้อสุกกร จากมาตรฐานของไทยที่สามารถผลิตสุกรคุณภาพปลอดสาร ปลอดภัย ปลอดโรค

เนื่องจากไทยมีระบบฟาร์มมาตรฐานที่แข็งแกร่งทั้งฟาร์มเชิงพาณิชย์ ที่เลี้ยงภายใต้มาตรฐาน GAP และมาตรฐาน GFM ในฟาร์มขนาดเล็ก ที่กรมปศุสัตว์ผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองมาตรฐานมุ่งเน้นการปกป้องฟาร์มและฝูงสัตว์ ด้วยจัดการฟาร์มให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity System) ที่เข้มงวด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการจัดการฟาร์มสุกรในปัจจุบันจะมีประสิทธิภาพและควบคุมโรคระบาดได้ดีขึ้น จากประสบการในการป้องกัน ASF มานานกว่า 2 ปี หากแต่ในช่วงที่ผ่านมายังคงมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องโรคในสุกร เช่น โรค PRRS ทำให้การผลิตสุกรเสียหายเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะฟาร์มสุกรของเกษตรกรรายย่อยและฟาร์มขนาดเล็ก