พาราสาวะถี

ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือความคาดหมายกับ 10 รายชื่อรัฐมนตรีที่พรรคฝ่ายค้านรวบรวม 208 รายชื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามไทม์ไลน์ที่ตกกันระหว่างวิปสองฝ่ายคือจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์นี้ โดยที่รัฐมนตรีทั้ง 10 คนนั้นก็ชัดเจนว่า เป็นการแยกตามก๊กก๊วนและเครือข่าย นำทีมโดยพี่น้อง 3 ป. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ขณะที่รัฐมนตรีในซีกของพรรคสืบทอดอำนาจก็ล้วนแต่เป็นคนใกล้ชิด 3 ป.ทั้งสิ้น

อรชุน

ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือความคาดหมายกับ 10 รายชื่อรัฐมนตรีที่พรรคฝ่ายค้านรวบรวม 208 รายชื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามไทม์ไลน์ที่ตกกันระหว่างวิปสองฝ่ายคือจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์นี้ โดยที่รัฐมนตรีทั้ง 10 คนนั้นก็ชัดเจนว่า เป็นการแยกตามก๊กก๊วนและเครือข่าย นำทีมโดยพี่น้อง 3 ป. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ขณะที่รัฐมนตรีในซีกของพรรคสืบทอดอำนาจก็ล้วนแต่เป็นคนใกล้ชิด 3 ป.ทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น ธรรมนัส พรหมเผ่า สุชาติ ชมกลิ่ม และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส่วนจากสองพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญอย่างภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ ก็เป็นการเลือกตัวเป้งที่เห็นปัญหาในการบริหารงานอยู่แล้ว ทั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากค่ายภูมิใจไทย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และ นิพนธ์ บุญญามณี จากพรรคเก่าแก่ ขณะที่เหตุผลประกอบการยื่นญัตติของแต่ละคนที่สรุปรวบยอดมาแล้ว ก็แทบไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

กับการกล่าวหาว่าบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไร้ภาวะผู้นำ ไร้จิตสำนึกและความรับผิดชอบ มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริต ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเพื่อสร้างความร่ำรวย มั่งคั่งให้กับตนเองและพวกพ้อง แถมพกด้วยกร่างเถื่อน เห็นแก่ตัว ไร้จิตสำนึก เหล่านี้เป็นถ้อยคำหรือข้อกล่าวหาที่จะต้องเติมเข้าไปเพื่อให้ญัตติที่ยื่นมีน้ำหนักและเรียกความสนใจจากคนทั่วไปได้

แต่ทั้งหมดจะเป็นจริงได้ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์จากการอภิปรายในสภา ประกอบกับหลักฐาน ข้อมูลที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาดิ้นไม่หลุด หากสุดท้ายไม่มีอะไรในกอไผ่ผลเสียก็จะวกกลับมาที่ฝ่ายค้านเอง อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งของการซักฟอกนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคฝ่ายค้านก็คือ การหลุดของข้อมูลหรือข้อสอบรั่ว ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องการซื้อขายข้อสอบนั้นมีมาทุกยุคทุกสมัย อยู่ที่ว่ากล้าจ่ายกันหนักขนาดไหน หรือจะเป็นการแลกเปลี่ยนโดยผลประโยชน์อื่น

สิ่งเหล่านี้ไม่เคยหมดไปจากแวดวงการเมืองไทย อาจจะมีบางพรรคที่เงินอาจเจาะไม่เข้าเช่น ก้าวไกล แต่ในฐานะที่ทำงานร่วมกันในพรรคร่วมฝ่ายค้าน บางครั้งข้อมูลหลักจำเป็นต้องแลกเปลี่ยน ซึ่งตรงนี้แหละที่จะมีโอกาสหลุดจากพวกแสวงหาผลประโยชน์ได้ เหมือนเป็นการไปบอกข้อสอบให้กับฝ่ายตรงข้าม เว้นเสียแต่จะมีหลักฐานเด็ดที่มัดจนดิ้นไม่หลุด ไม่ว่าจะช่วยกันอย่างไรก็ตีกรรเชียงลำบากนั่นก็อีกเรื่อง แต่ในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเก็บกวาดกันเกลี้ยง

หรือบางทีก็ไปตายกับลูกตีมึนหรือหน้าด้านด้วยคำตอบที่คาดไม่ถึง โดยที่ไม่สามารถจะไปจัดการอย่างไรต่อได้ เหมือนอย่างกรณีมันคือแป้งไม่ใช่ผงขาว เจอไม้นี้เข้าไปทำเอาสะอึกกันอยู่เหมือนกัน มิหนำซ้ำ ในยุคที่ใช้ความช่ำชองในข้อกฎหมายมากระเตงพวกที่มีชนักปักหลัง โดยที่องคาพยพอื่นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบก็พร้อมใจกันอุ้มชูด้วย มันเลยไปกันใหญ่ อดใจรอดูกันว่า จาก 10 คนที่หว่านแหถ้าทำให้เหยื่อติดกับได้ 1 รายก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ขณะที่ลีลาของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจในสภานั้นต้องยอมรับกันว่าทำได้ทุกรูปแบบ ทั้งเลือกที่จะชี้แจงในประเด็นที่ตัวเองสามารถตอบโต้ฝ่ายค้านได้เต็มปากเต็มคำ และโยนให้มือกฎหมายข้างกายอย่าง วิษณุ เครืองาม ชักแม่น้ำทั้งห้ามาสร้างความมึนงงให้คนในสภาและประชาชนที่ดู โดยที่ฝ่ายค้านได้แต่มองตาปริบ ๆ ขณะเดียวกันท่วงทำนองของการเป็นผู้มีพฤติกรรมอย่างหนา ปฏิเสธรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่เป็นความผิดของตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉย

เหมือนกรณีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและบ่อนการพนัน ที่ประชาชนทั้งประเทศรู้กันดีว่านี่คือความผิดพลาดของฝ่ายรัฐทั้งตำรวจและทหาร และผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจในฐานะที่กำกับดูแลทั้งสององค์กรนี้จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่เจ้าตัวก็ยังคงผลิตซ้ำทางความคิด พูดมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ฝีแตกที่สมุทรสาคร ทั้งสองกรณีมันมีมาทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น การจะไปตามหาว่าใครผิดใครถูกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมอ้างทุกอย่างมีขั้นตอน

ทั้งที่ความจริงแล้ว เรื่องบ่อนมันก็เห็นกันอยู่ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง ใครกันได้รับผลประโยชน์ และก็คงไม่ต่างกันกับขบวนการค้าแรงงานเถื่อน การโยนไปเป็นความผิดของรัฐบาลอื่นที่ผ่านมา ทั้งที่ตัวเองบริหารประเทศมาเกือบจะ 7 ปีแล้วนั้น มันสะท้อนให้เห็นถึงความอับจนปัญญาในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ปากก็บอกว่าทำทุกอย่างให้ดีขึ้นแล้ว มีการปฏิรูปกันไปทั้งหมดแล้ว แต่แค่สองกรณีนี้นอกจากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว ยังหนักข้อกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

เพราะหายนะของประเทศที่กำลังเผชิญจากวิกฤติโควิด-19 ในระลอกที่สองนั้น มันไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือการไร้ปัญญาต่อการรับมือของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องเห็นแก่ได้ แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวของคนในเครือข่ายขบวนการสืบทอดอำนาจเอง จึงส่งผลให้เกิดการระบาดอย่างที่คาดไม่ถึงอยู่เวลานี้ มิหนำซ้ำ หากฝ่ายค้านทำงานเป็นก็เชื่อได้ว่าน่าจะสืบค้นหรือหาข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายหากินจากเม็ดเงินสีดำเหล่านี้ที่เชื่อมโยงกับการใช้อิทธิพลได้ไม่ยาก

ประเด็นการจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 จากบริษัทแอสตร้า เซนเนก้า ที่ทำให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อยู่ในเวลานี้นั้น ฝ่ายกุมอำนาจปากก็บอกว่าอย่านำมาเป็นประเด็นทางการเมือง แต่เมื่อพิจารณาจากบทให้สัมภาษณ์แล้วทั้งผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงคุณหมอกำลังใช้ประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลความโปร่งใสในการดำเนินการ

การที่บอกว่าถ้าเปิดเผยแล้วฝ่ายที่จะขายให้ไม่ยอม จะส่งผลต่อการจัดซื้อวัคซีนนั้น ฟังดูเป็นคำแก้ตัวมากกว่า เพราะสิ่งที่มีการเรียกร้องเป็นเรื่องข้อมูลของฝ่ายทางการไทยไม่เกี่ยวกับบริษัทต่างชาติ ให้อธิบายมาให้ชัดว่าการเลือกบริษัทของไทยนั้นทำกันอย่างไร และในกระบวนการพิจารณามีคณะกรรมการกี่คณะ มีบริษัทเอกชนเสนอตัวกันกี่เจ้า แล้วเหตุผลที่ไม่ผ่านเพราะอะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลดีเสียด้วยซ้ำที่ทำให้บริษัทซึ่งจะขายวัคซีนให้เกิดความสบายใจว่ากระบวนการของประเทศคู่ค้าเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ใสสะอาด