ซื้อเมื่อราคาร่วง??

การประเมินและชี้แนะแบบ “ตาบอดนำทางตาบอด” ดังกล่าว เป็นเรื่องที่นักลงทุนทุกระดับโดยเฉพาะแมงเม่าตายยากทั้งหลายที่เปรียบได้กับทหารผ่านศึกที่ “ตายยาก” ทั้งหลาย


พลวัตปี 2021 : วิษณุ โชลิติกุล

คำแนะนำที่ไร้ความรับผิดชอบที่สุดของนักวิเคราะห์หุ้นที่พยายามทำตัวเป็นศาสดาจอมปลอมในตลาดหลักทรัพย์ฯ  ที่เคยบอกให้ซื้อหรือถือมาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานับแต่ดัชนี SET ทะลุเหนือ 1,500 จุด มาอย่างคึกคัก แล้วปรับเป็นล่าสุดคือ ซื้อเมื่อราคาร่วงลงต่ำ หรือ buy dip

อาจจะไม่ผิดปกติ แต่มันสะท้อนภาพ ความอำมหิตอย่างเฉยเมยของปีศาจ ได้ชัดเจนยิ่ง

การที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงจนเกิดภาวะอีกาสี่ตัว ชัดเจน แล้วมาบอกให้ ซื้อที่ราคาต่ำลง เท่ากับบรรดานักลงทุนที่เคยหลงเชื่อลุยซื้อที่ราคา ติดยอดดอย จะต้องจ่ายค่าโง่แสนแพง จากการพักฐานทำกำไรหรือการปรับฐานใหญ่

พูดมาเช่นนี้ ไม่ได้บอกว่านักลงทุนที่จ่ายค่าโง่แพง ๆ เป็นคนที่น่าเวทนา หรือน่าสงสาร แต่ สำหรับคนที่ออกคำชี้แนะผิด ๆ โดยมีข้อความกำกับต่อท้าย (หรือ disclaimer เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยนั้น ค่อนข้างใจเหี้ยมโหดจริง ๆ)

โดยเงื่อนไขของตลาดหุ้นไทยยามนี้นั้น หากไม่นับหุ้นบางรายการที่ได้รับประโยชน์จากโควิด-19 จำนวนเล็กน้อยแล้วถือว่า มีราคาแพงเกินจริงเป็นส่วนใหญ่ ค่าพี/อีล่าสุดของตลาดหุ้นไทย ที่ระดับ 29.89 เท่า และค่าพี/อีของดัชนี mai ที่ 78 เท่าเมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา ถือว่าอย่างไรก็แพงไม่ว่าจะคิดจากมาตรฐานอะไร

เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน นักวิเคราะห์หลายคนและหลายสำนัก ออกมาบอกว่าที่ 18.4 เท่า ถือเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างแพง ทำให้ Valuation ของตลาดในระยะสั้นค่อนข้างตึงตัว โอกาสไปต่อยังจำกัด แต่ภายใต้เงื่อนไข โลกสวยที่ว่า ปี 2564 เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ทำให้กำไรบริษัทดีขึ้นโดยเฉลี่ย ส่งผลให้ราคาหุ้นในเดือนนั้น (ซึ่งถือว่า เมื่อเทียบกับภูมิภาค ก็น่าจะแพงเกือบที่สุด แต่ถ้าเทียบกับดาวโจนส์ก็ถือว่า PE ตลาดหุ้นไทยนั้นถูกกว่า)

ตามปกตินั้น ค่าพี/อีที่นักวิเคราะห์ไทยส่วนใหญ่ยอมรับกันว่าเหมาะสมสำหรับการเข้าซื้อคือ 15 เท่า แต่การที่ตลอดเดือนมกราคม มีแรงซื้อจากกองทุนในประเทศและโบรกเกอร์เข้ามาหนาแน่นมากเป็นพิเศษ ทำให้ยอดมูลค่าซื้อขายประจำวันบางวันมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่งจะมาลดต่ำลงช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้เองที่ร่วงลงมาระดับต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อวัน ผลลัพธ์ที่ตามมา หนีไม่พ้นค่าพี/อีตลาดที่สูงเป็นสถิติใหม่มากกว่าระดับ 29 เท่าเกือบตลอดเดือนมกราคม

ถ้าคิดจากมาตรฐานที่อนุรักษนิยมที่ถือว่าปลอดภัยสำหรับการเข้าซื้อยามนี้ คงต้องรอดูดัชนีที่ร่วงไปที่ระดับต่ำกว่า 1,100 จุด ซึ่งคงไม่น่าจะเป็นไปได้

ท่าทีของนักวิเคราะห์ที่พยายามรักษาฟอร์มให้ ซื้อ ต่อไป แต่เปลี่ยนคำเสียใหม่จากซื้อสะสมเป็น ซื้อเมื่ออ่อนตัว หรือ ซื้อเมื่อราคาร่วงลงลึก แทนคำว่า “ขาย” (ซึ่งโดยพฤตินัยแล้วไม่ต่างกันมากนัก)

เหตุผลหลักที่ ราคาหุ้นไทยจำเป็นต้องร่วงลงมา ไม่ใช่เพราะราคาสูงเกินพื้นฐานอย่างเดียว แต่ราคาปัจจุบัน ไม่มีพื้นฐานรองรับด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่รายงานผลประกอบการงวดสิ้นปี 2563 ออกมา ส่วนใหญ่มีกำไรลดลงเฉลี่ยประมาณ 20-30% ในขณะที่ราคาหุ้นยังคงสูงจากแรงซื้อดันดัชนีของกองทุน

ตัวเลขตั้งสำรอง และหนี้เน่าที่สูงขึ้น ผลพวงจากโควิด-19 กระทบแบบยาวนานของกำไรต่อหุ้นของธนาคาร ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็น่าเป็นห่วงเนื่องจากรายใหญ่มีต้นทุนจากการออกตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น และเร่งส่งเสริมการขาย ส่งผลทำให้กำไรต่อหน่วยแย่ลง ขณะที่รายย่อยและกลางเริ่มมีปัญหาการโอนล่าช้า ทำให้มีปัญหาสภาพคล่องเลวร้ายลง

กำไรที่ย่ำแย่ลง ส่งให้ให้ค่าพี/อีของตลาดพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นขีดจำกัดของขาขึ้นที่เลี่ยงไม่พ้น

เหตุผลที่นำเอามาอ้างยามนี้ของบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนัก จะโยนบาปไปให้กับการปรับตัวลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดภูมิภาคร่วงถ้วนหน้า กลายสภาพเป็นตลาด แดงเดือด

ปัจจัยที่ถูกนำมาอธิบายแบบ จับแพะ ชนแกะ ได้แก่ การประเมินค่าหรือ valuation ที่ตึงตัว หรือการที่เยอรมนีปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 64 วิตก ECB อาจปรับลดดอกเบี้ยส่งผลลบต่อสถาบันการเงิน ในขณะที่สัญญาณทางเทคนิคของตลาดหุ้นไทย ที่ดัชนี SET หลุดแนวรับ 1,492 เป็น Low ในรอบเกือบ 1 เดือน ส่งผลตลาดปรับฐานในช่วงสั้น

ข้ออ้างแบบนี้คือข้ออ้างแบบ เอาผลมาอธิบายเหตุ ตามทฤษฎีสมคบคิดหรือ conspiracy Theory ตามปกติ

ทำนองเดียวกันกับข้ออ้างของพวกดัดจริตอวดรู้ทางการเมืองที่เวลาพูดถึงความอยุติธรรมทางสังคมก็อ้างว่า ก็นิ้วคนยังสั้นยาวไม่เท่ากัน…” อะไรเทือกนั้น

การพยายามรักษาฟอร์มของศาสดาจอมปลอมในตลาดด้วยข้ออ้างว่า แรงขายหุ้นในช่วงนี้ ทำให้ตลาดฯ คงแกว่งแดนลบลักษณะสร้างฐาน ให้แนวต้าน 1,492 แนวรับ 1,470 จุดมองแนวรับเป็นจุดซื้อมีโอกาสเทคนิเคิลรีบาวด์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวานนี้ที่ระดับ 1,483.27 จุด ลดลง 14.86 จุด (-0.99%) มูลค่าการซื้อขายราว 48,553.45 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวานนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดช่วงเช้า โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,492.00 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,477.50 จุด

นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้าวานนี้ปรับตัวลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้าวานนี้ต่างเคลื่อนไหวในแดนลบถ้วนหน้า เช่นเดียวกับดาวโจนส์ที่ติดลบ 2% เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมองว่า Valuation ตึงตัวหลังขึ้นไปตลอดในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งทางรัฐบาลเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2564 ทำให้วิตกกันว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก ซึ่งระยะยาวจะไม่ดีต่อสถาบันการเงินส่งผลให้หุ้นกลุ่มการเงินต่างปรับตัวลง

ทั้งนี้ ดัชนีฯ ได้หลุดแนวรับ 1,492 จุด ซึ่งเป็น Low ในรอบเกือบ 1 เดือน ทำให้เห็นว่าตลาดอยู่ในช่วงปรับฐานระยะสั้นหลังจากปรับตัวขึ้นไปก่อนหน้านี้ แล้วมองว่าตลาดบ้านเราไม่น่าลงลึกเกินไป

การประเมินและชี้แนะแบบ ตาบอดนำทางตาบอด ดังกล่าว เป็นเรื่องที่นักลงทุนทุกระดับโดยเฉพาะแมงเม่าตายยากทั้งหลายที่เปรียบได้กับทหารผ่านศึกที่ ตายยาก ทั้งหลาย

Back to top button