JMART ฟุ้ง! ผนึก “กุกมิน” หนุนผลงาน “ออลไทม์ไฮ” ต่อเนื่อง ดัน J Fintech เข้าตลาดใน 2 ปี

JMART ฟุ้ง! ผนึก "กุกมิน" หนุนผลงาน "ออลไทม์ไฮ" ต่อเนื่อง ดัน J Fintech เข้าตลาดใน 2 ปี

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ทาง Kaohoon TV Online และสถานีวิทยุกระจายเสียง FM 102 MHz. ว่าในวันนี้ (1 ก.พ.64) บริษัทฯได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือ ระหว่าง KB Kookmin Card Co., Ltd บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตการ์ด และสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหญ่ ภายใต้ KB Financial Group จากประเทศเกาหลีใต้ ร่วมลงทุนใน บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด (J Fintech) บริษัทย่อยของ JMART เป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงเช้า ผ่านรูปแบบ Virtual จากเกาหลีใต้ และประเทศไทย ซึ่งรวมมูลค่าดีลในครั้งนี้ทั้งสิ้นกว่า 3,450 ล้านบาท

“งานนี้เตรียมกันมาได้ 3 เดือน วันนี้เป็นออฟฟิเชียล เพราะฉะนั้นสามารถคิกออฟการทำงานได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ หลักการจริงๆแล้วก็คือเขาเข้ามาด้วย 2 สิ่งที่จำเป็น ได้แก่ 1.เงินทุน เขาเข้ามาใส่เพิ่มทุน 650 ล้านบาท บวกกับจ่ายเงินกู้คืนแทน J Fintech ที่ J Fintech กู้จาก JMART อีก 2,800 ล้านบาท รวมประมาณ 3,450 ล้านบาท 2. KB เข้ามาพร้อมเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจด้านการเงิน สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ 2 สิ่งนี้ ส่วนเรื่องของ distribution เป็นอะไรที่ KB มั่นใจ และทาง JMART ก็เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็น JMART Shop, SINGER Channel, JMT รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม ก็จะเข้ามาช่วยทำให้เขาสามารถเข้ามาทำการตลาดได้ในวันพรุ่งนี้เลย เพราะฉะนั้นเขาก็จะช็อตคัททุกอย่าง แต่สิ่งที่ KB ได้เปรียบคือต้นทุนทางการเงิน ซึ่ง KB ใช้ช่องสินค้าและช่องทางในกลุ่ม JMART ซึ่งช่องทางของ JMART ก็ครอบคลุมทั่วประเทศ”

โดยหลังจากนี้ KB ก็จะ Apply ไลเซ่นส์อีกตัวนึง ก็คือ Nano เพราะฉะนั้นในกลุ่มก็จะมีไลเซ่นส์ครบ เกี่ยวกับการเงิน และเชื่อว่าด้วยเทคโนโลยีที่ KB มี จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและสามารถคัดเลือกลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจนั้น สามารถแบ่งเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่ ธุรกิจมือถือ ทาง KB ได้เตรียมร่วมมือกับ SAMSUNG ซึ่งเป็นบริษัทเกาหลีด้วยกัน ซึ่งปริมาณเงินที่ทางกุกมินเตรียมไว้ในส่วนนี้ถือว่ามีปริมาณเยอะ ซึ่งรูปแบบนี้จะได้ผลโดยตรง โดย KB จะให้ไฟแนนซ์กับในกลุ่มของ Personal Loan ก็คือกลุ่มลูกค้าที่มีฐานเงิเดือนทั่วไป ผ่านช่องทาง JMART, SINGER เนื่องจาก SINGER ยังไม่มีการให้บริการในส่วนนี้ ก็จะทำให้ KB สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีฐานเงินเดือนได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ KB สามารถทำธุรกิจ NPA กับ JMT ได้แก่ การปล่อยกู้บ้าน โดย JMT ซื้อหนี้ที่เป็น NPL จากบ้านที่ขายไม่ได้ นำมาแปลงเป็น NPA โดยเมื่อมีผู้ที่ต้องการซื้อ ทาง KB ก็จัดไฟแนนซ์ให้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเริ่มได้เลย

“การปล่อยกู้อสังหาริมทรัพย์ แล้วลูกค้าผ่อนไปแล้วมีปัญหา JMT ก็พร้อมจะซื้อกลับคืน ซึ่งไม่มีปัญหาในส่วนนี้ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ JMT ถืออยู่เดิม เพียงแต่ Loan to Value จะให้กันเท่าไร”

ส่วนในธุรกิจของ IT การช่าง ที่มีดีลเลอร์ 700-800 ราย ที่ขายมือถือ กุกมินก็จะไปสนับสนุนธุรกิจ SMEs ให้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น เพื่อสามารถทำธุรกิจต่อได้ เพราะฉะนั้น ด้วยผลิตภัณฑ์ที่กุกมินมี และฐานการเงินที่ต้นทุนต่ำ KB สามารถทำธุรกิจการเงินได้เต็มรูปแบบ เชื่อว่าสามารถสู้คู่แข่งได้

อย่างไรก็ดี ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยกระตุ้นยอดขายของทุกบริษัทในเครือ JMART ส่วน SINGER จะเป็นช่องทางที่จะหาลูกค้าพวก Free Loan ให้แก่กุกมิน เพราะ SINGER ไม่ได้ปล่อย Free Loan เพราะฉะนั้นทุกบริษัทฯในกลุ่มก็จะได้ประโยชน์จาก KB ซึ่งภาพตรงนี้จะสะท้อนให้เห็นว่า JMART ไม่ได้เป็นธุรกิจ Holdind Company เหมือนทั่วๆไป แต่เป็น Invesment Holding Company เนื่องจากลงทุนตั้งแต่ JMT, SINGER ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างการเติบโต KB ก็เห็นช่องทางก็อยากจะเข้ามาร่วมลงทุน

โดยปัจจุบัน JMART มีดีลลักษณะนี้อยู่อีก 4-5 ดีล เพราะฉะนั้น เชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ SINGER ตอนที่เราไปซื้อ มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 10,000 กว่าล้านบาท โดยใช้เวลาประมาณ 5 ปี แต่ในการที่ KB เข้ามาคราวนี้ก็ยิ่งเสริมศักยภาพของกลุ่ม เพราะสามารถมีต้นทุนที่ต่ำ แล้วก็เข้ามาเล่นได้ทุกช่องทาง

อย่างไรก็ดี ในการร่วมมือกับ KB ในครั้งนี้ จะส่งผลให้ผลการดำเนินงานใน 5 ปี ต่อจากนี้ ทำสถิติออลไทม์ไฮ โดยเริ่มตั้งแต่งวดปี 2564 เนื่องจากต้นทุนต่ำ, ประสิทธิภาพดีขึ้น, เทคโนโลยีดีขึ้น, ช่องทางครอบคลุม, ทีมงานมีความพร้อม สำหรับความเสี่ยง ทั้งเรื่องของต้นทุน, กลุ่มเป้าหมาย, เทคโนโลยี เชื่อว่าเป็นความเสี่ยงที่ทาง JMART สามารถจัดการได้

ทั้งนี้ การเข้ามาของ KB จะส่งผลให้พอร์ตซ้ายของ J Fintech เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวในปีนี้ อยู่ที่ระดับ 6,000 ล้านบาท และไปสู่ระดับ 10,000 ล้านบาท ในปี 2565 สำหรับในส่วนของกำไรนั้น จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับ SINGER ซึ่งมาจากรายรับดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะนำ J Fintech เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 2 ปี พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำ 1 ใน 5 ของธุรกิจสินเชื่อ และบัตรเครดิตในประเทศไทย

อนึ่ง ภายหลังความร่วมมือในครั้งนี้ ทาง KB จะมีการทำบัตรเครดิตในรูปแบบของโทรศัพท์มือถือ โดยต้องมีการ Apply เทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในมือถือ โดยทาง KB มีไลเซ่นส์ในส่วนนี้อยู่แล้ว

ส่วนเงินกู้ที่ได้คืนมาจำนวน 2,800 ล้านบาทนั้น ทาง JMART จะนำไปแปลงวอแรนต์และคืนหุ้นกู้ เนื่องจากการแปลงวอแรนต์จะทำให้ JMART มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และกำไรดีขึ้น

คำค้น