NER แจ่ม! ราคายางพุ่ง ยอดขายเปรี้ยง ดันกำไรปี 64 นิวไฮ 1.15 พันล.

NER อนาคตแจ่ม! ราคายางพุ่ง ยอดขายเปรี้ยง ดันกำไรปี 64 นิวไฮ 1.15 พันล.

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ในราคาเป้าหมายใหม่ 5.70 บาท อิง PER ปี 2564 ที่ 8 เท่า (เพิ่มขึ้น 0.7SD above 3-yr average PER) (จากเดิมที่ 5 บาท อิง PER ปี 64 ที่ 8 เท่า)

โดยประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/63 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 386 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 211% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 153% จากไตรมาสก่อน และกำไรปกติที่ 336 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 228% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 106% จากไตรมาสก่อน) จาก 1) ราคาขายยางแท่ง (STR) เฉลี่ยช่วงไตรมาส 4/63 อยู่ที่ 154 เซนต์/กิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน), 2) ปริมาณขายเพิ่มขึ้นมาที่ 125,000 ตัน (เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสก่อน) และ 3) คาด Gross Profit Margin (GPM) ที่ 9.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/62 ที่ 7.7% และไตรมาส 3/63 ที่ 9.3%

ทั้งนี้ ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 เพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 822 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน) และปี 2564 เพิ่มขึ้น 11% อยู่ที่ 1,151 ล้านบาท (โต 40% จากปีก่อน) จาก 1) ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 410,000 ตัน (เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน) จากกำลังการผลิตที่ขยายตัวเป็น 460,000 ตัน/ปี ในไตรมาส 3/63, 2) ราคาขายยางแท่ง (STR) ที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จากการฟื้นตัวของยอดขายรถยนต์ และความต้องการถุงมือยางยังคงอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ราคาหุ้น underperform SET -29% ใน 3 เดือน จากกำไรไตรมาส 3/63 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตามราคาหุ้นเริ่มที่จะกลับมาและ outperform SET +8% ใน 1 เดือน โดยเรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ระยะสั้นราคาหุ้นคาดว่าจะ outperform SET ต่อจากกำไรไตรมาส 4/63 ที่จะทำสถิติสูงสุดใหม่และราคายางที่จะทรงตัวระดับสูง ทำให้กำไรสุทธิปี 2563/64 จะเติบโตดีที่ +52%/+40% จากปีก่อน และ valuation ที่ต่ำ เทียบเท่า PER เพียง 6.7 เท่า ของปี 2564

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/63 ที่ 386 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 211% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 153% จากไตรมาสก่อน) และกำไรปกติอยู่ที่ 336 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 229% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 106% จากไตรมาสก่อน) สาเหตุหลักมาจาก 1) ราคาขายยางแท่ง (STR) เฉลี่ยช่วงไตรมาส 4/63 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154 เซนต์/กิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน)

2) ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 125,000 ตัน เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน จากไตรมาส 4/62 ที่ 80,884 ตัน และเพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสก่อน จากไตรมาส 3/63 ที่ 106,292 ตัน จากการขยายกำลังการผลิตอีก 170,000 ตัน/ปี ในช่วงไตรมาส 3/63 และ 3) ประมาณการ Gross Profit Margin (GPM) ที่ 9.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/62 ที่ 7.7% และไตรมาส 3/63 ที่  9.3%

พร้อมกันนี้ ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 822 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน) และกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 1,151 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อน) สาเหตุหลักมาจาก 1) ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปริมาณการขายปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็น  410,000 ตัน จากปี 2563 ที่ 358,615 ตัน สอดคล้องกำลังการผลิตที่ขยายตัวเป็น 460,000 ตัน/ปี (เพิ่มขึ้น 170,000 ตัน/ปี ในช่วงไตรมาส 3/63 ,

2) ราคายางแท่ง (STR) ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากการฟื้นตัวของยอดขายรถยนต์ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท (ประมาณ 40% ของรายได้รวม) และความต้องการถุงมือยางยังคงอยู่ในระดับสูงและยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้นหลังจากโรคระบาด Covid-19 และ 3) เราคาด GPM จะอยู่ที่ 10% ลดลงเล็กน้อยจาก 2020E ที่ 10.7% เนื่องจากฐาน GPM ที่สูงใน 1H20 เฉลี่ยที่ 13% ซึ่งเป็นช่วงที่ราคายางปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 5.70 บาท อิง PER ปี 2564 ที่ 8 เท่า (+0.7SD above 3-yr average PER ) จากเดิมที่ 5 บาท อิง PER ปี 2564 ที่ 8 เท่า จากการปรับกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น +11% โดย key catalyst คือ กำไรไตรมาส 4/63 ที่จะทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ความเสี่ยงหลักของธุรกิจมาจากยอดขายรถยนต์ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด

คำค้น