ตร.เร่งสอบทุจริต “เราเที่ยวด้วยกัน” จ่อฟันเพิ่มโรงแรม-ร้านค้าอีกกว่า 800 แห่ง

ตร.เร่งสอบทุจริต “เราเที่ยวด้วยกัน” จ่อฟันเพิ่มโรงแรม-ร้านค้าอีกกว่า 800 แห่ง

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีทุจริตโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ว่า กองบังคับการปราบปรามได้ส่งประเด็นการสอบสวนไปยังตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สอบสวนปากคำประชาชนผู้ใช้สิทธิไว้เป็นพยานประกอบคดี นอกจากนี้ยังได้ออกหมายเรียกเจ้าของร้านค้าและตัวกลางผู้รวบรวมสิทธิ์ที่ร่วมกันทุจริตมาดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกด้วย หากผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียกก็จะเสนอศาลเพื่อขอออกหมายจับต่อไป

ส่วนโรงแรมอีกกว่า 400 แห่ง และร้านค้าอีกกว่า 400 ร้านค้าที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตด้วยนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อมาร้องทุกข์ดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปรามตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ซึ่งกองบังคับการปราบปรามจะได้ส่งคำร้องทุกข์ไปยังท้องที่เกิดเหตุ เพื่อสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ผบ.ตร.ยังกล่าวถึงการอบรมเพิ่มประสิทธิภาพแก่ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานสอบสวนคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง.ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจชาติ (ศปอส.ตร.) เป็นผู้รับผิดชอบจัดการอบรมดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันคดีอาชญากรรมจำนวนมากกระทำผ่านเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต เช่น การฉ้อโกงหลอกขายสินค้าออนไลน์, การหลอกให้โอนเงิน, ข่าวปลอม Fake news, Romance scams, การเข้าถึงโจมตีหรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อเรียกค่าไถ่ ตลอดจนการฉ้อโกงประชาชนทางสื่อออนไลน์

ปัจจุบันมีการทุจริตในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น ซึ่งคดีเหล่านี้ล้วนแต่มีความซับซ้อน และมีผู้เสียหาย รวมทั้งผู้ต้องหาจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ จำเป็นต้องมีการประสานงานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายและประชาชนให้มากที่สุด รูปแบบการสอบสวนต้องมีมาตรฐานเดียวกัน