ศบก. แฉขบวนการน้ำมันมืด กักตุน–ประวิงเรือ–เบี่ยงเส้นทาง “สุราษฎร์” น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร

นายกฯ นำแถลง ศบก. เผยพบพฤติกรรมกักตุน–ประวิงเวลาขนส่งน้ำมันทางเรือเพื่อเก็งกำไร หลังตัวเลขใช้น้ำมันพุ่งผิดปกติ เปิดข้อมูลสุราษฎร์ธานีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร สั่ง DSI รับคดีพิเศษ เร่งเอาผิดตัวการ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 เม.ย. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การแถลงข่าวในวันนี้อาจมีมากกว่า 1 ครั้ง โดยการแถลงในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อชี้แจงมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการกักตุนและการนำน้ำมันออกนอกระบบของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) และสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”

โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ผู้ค้าส่งหรือจ๊อบเบอร์

ผลการตรวจสอบจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2569 พบรูปแบบการกักตุนและค้ากำไร 3 ลักษณะ ได้แก่ 1. ประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอประกาศราคาขายปลีกใหม่ 2. ปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการหรือผู้ใช้น้ำมันปลายทาง และ 3. ขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบและขยายผลว่า การกระทำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มใด โดยมีข้อสงสัยถึงการลักลอบขนถ่ายน้ำมันทางทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งสอบสวน

นอกจากนี้ พบความผิดปกติเกี่ยวกับการรายงานปริมาณน้ำมันของหน่วยตรวจสอบ ได้แก่ กรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงาน กับข้อมูลน้ำมันออกจากโรงกลั่นตามการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต โดยจะมีการตรวจสอบยืนยันร่วมกับฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. รวมถึงขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่า มีการดำเนินการผิดเงื่อนไข เช่น ขนส่งเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตหรือไม่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการค้ากำไรเกินควร ในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยราคาส่วนต่างอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ขาดทุนแล้ว กว่า 5 หมื่นล้านบาท

“เงินที่อุดหนุนประมาณลิตรละ 17 บาท มีเจตนาช่วยประชาชนผู้ใช้น้ำมันในประเทศ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนการกักตุนหรือขนถ่ายไปขายต่างประเทศ การกระทำลักษณะนี้ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา” นายกรัฐมนตรี กล่าวพร้อมระบุว่า จะมอบหมายให้ DSI ขยายผลเป็นคดีพิเศษ

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 90 ล้านลิตรต่อวัน ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งที่ภาคการผลิตหรือภาคอุตสาหกรรม ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าต้องใช้น้ำมันขนาดนี้ จึงสันนิษฐานได้ว่ามีการลักลอบและกักตุนเกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ภายหลังจากการดำเนินมาตรการตรวจสอบและปราบปราม หวังว่าจะสามารถลดการรั่วไหลของน้ำมันออกนอกระบบได้ โดยรัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ปริมาณน้ำมันถูกใช้ภายในประเทศให้มากที่สุด

ด้าน พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยผลการตรวจสอบว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติของการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลังไปยังคลังปลายทาง 6 แห่ง รวม 96 เที่ยว ปริมาณน้ำมันต้นทาง 217 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม พบว่าน้ำมันถึงปลายทางเพียง 160 ล้านลิตร ทำให้มีน้ำมันหายไประหว่างทางถึง 57 ล้านลิตร ซึ่งเป็นข้อมูลจากการตรวจสอบทางทะเล

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมเอกสารหลักฐาน อาทิ เอกสาร นม.9 นม.10 ข้อมูลการคงคลัง และข้อมูลการเดินเรือ ซึ่งพบความผิดปกติ เช่น การใช้เวลาเดินทางเกินความจำเป็น โดยจะให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ พร้อมเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าสอบปากคำ และหากพบการกระทำผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะที่ พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการเดินเรือขนส่งน้ำมันในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รวม 96 เที่ยว พบความผิดปกติ 20 เที่ยว โดยมีลักษณะการเดินเรือช้ากว่าปกติ

แบ่งเป็น กรณีใช้เวลาเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 วัน จำนวน 13 เที่ยว คิดเป็นปริมาณน้ำมัน 35,764,709 ลิตร และกรณีใช้เวลาเพิ่มขึ้น 2 วัน จำนวน 7 เที่ยว ปริมาณน้ำมัน 16,235,294 ลิตร แม้จะล่าช้าเพียง 1 วัน แต่มีนัยต่อมูลค่าจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมเรือบางส่วนจอดเทียบกลางทะเลเป็นเวลานาน บริเวณแนวชายแดนและในน่านน้ำไทย อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึก

ขณะที่ รศ.พล.ต.อ. ดร.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) เปิดเผยว่า จากการสุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันที่ปิดให้บริการ โดยย้อนตรวจสอบไปยังคลังน้ำมันต้นทาง พบความเชื่อมโยงกับสถานีบริการ 27 แห่ง และจ๊อบเบอร์ 12 ราย รวม 39 แห่ง

จากการตรวจสอบ พบว่า มีประมาณ 6 แห่งที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยและเชื่อว่ามีการกักตุน โดยมีลักษณะการดำเนินการ เช่น มีน้ำมันอยู่ในคลังแต่จ่ายออกน้อยลงอย่างผิดปกติ

ยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง ปกติเดือนกุมภาพันธ์มีการจ่ายน้ำมันประมาณ 18 ล้านลิตร แต่ในเดือนมีนาคมลดลงเหลือเพียง 11 ล้านลิตร ทั้งที่โรงกลั่นยังเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง และไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันในระบบ สะท้อนความผิดปกติในขั้นตอนการกระจายสินค้า

อีกกรณีในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า คลังน้ำมันที่ปกติจ่ายน้ำมันมากกว่า 2 ล้านลิตรต่อวัน ในช่วงวิกฤตกลับจ่ายเพียงประมาณ 1.2 ล้านลิตร ขณะที่สถานีบริการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกักตุน

นอกจากนี้ ยังพบว่าคลังน้ำมันบางแห่งไม่มีน้ำมันในระบบ จำนวน 4 แห่ง และถูกลดโควต้า ทั้งที่โรงกลั่นยังส่งน้ำมันเข้าสู่ระบบตามปกติ อยู่ระหว่างตรวจสอบว่า อาจมีการเบี่ยงเบนน้ำมันไปยังพื้นที่อื่น

อีกพฤติกรรมที่ตรวจพบ คือ สถานีบริการน้ำมันบางแห่งสั่งซื้อน้ำมัน แต่ไม่นำไปลงที่สถานีบริการ กลับนำไปจำหน่ายภายนอก เช่น ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม ซึ่งสามารถทำกำไรได้ทันทีประมาณลิตรละ 10 บาท

โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบกรณีสั่งน้ำมันให้ไปส่งในพื้นที่ลาดกระบัง แต่กลับนำไปส่งที่จังหวัดนครสวรรค์ และมีการกักตุนไว้ด้านหลังสถานีบริการ ซึ่งเชื่อว่ายังมีอีกหลายกรณี อยู่ระหว่างการขยายผล

ส่วนการลักลอบขนถ่ายน้ำมัน พบกรณีในพื้นที่อำเภอแม่สอด และกรณีเรือประมงที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเป็นของชาวกัมพูชานั้น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเรือของคนไทย ลูกเรือ 6 คน คาดว่า เป็นคนไทยทั้งหมด โดยเป็นเรือสวมทะเบียนชื่อ “โชคชลกร” ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามเจ้าของเรือมาสอบสวน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันทางทะเลหรือไม่

Back to top button