พาราสาวะถี

วันแรกของศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มแล้ววันนี้ ประเด็นที่ต้องจับตามองตั้งแต่เริ่มต้นก็คือ ในการแถลงเปิดญัตติซักฟอกของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถึงประเด็นการใช้สถาบันมาเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ บรรดาลิ่วล้อทั้งหลายที่ตั้งท่าไว้ก่อนหน้าจะพากันลุกขึ้นมาประท้วง จนท้ายที่สุดนำไปสู่ความโกลาหลจนไม่สามารถอภิปรายกันได้หรือไม่ อย่าลืมเป็นอันขาดว่าฝ่ายอำนาจสืบทอดมีญัตติของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ยื่นคาไว้ขู่อยู่แล้ว

อรชุน

วันแรกของศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มแล้ววันนี้ ประเด็นที่ต้องจับตามองตั้งแต่เริ่มต้นก็คือ ในการแถลงเปิดญัตติซักฟอกของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถึงประเด็นการใช้สถาบันมาเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ บรรดาลิ่วล้อทั้งหลายที่ตั้งท่าไว้ก่อนหน้าจะพากันลุกขึ้นมาประท้วง จนท้ายที่สุดนำไปสู่ความโกลาหลจนไม่สามารถอภิปรายกันได้หรือไม่ อย่าลืมเป็นอันขาดว่าฝ่ายอำนาจสืบทอดมีญัตติของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ยื่นคาไว้ขู่อยู่แล้ว

ด้วยเสียงข้างมากลากไป สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะนำไปสู่การดึงเอาญัตติด่วนดังกล่าวมาขอเสียงของที่ประชุมเพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าญัตติดังกล่าวผิดข้อบังคับขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเดินไปในเส้นทางนี้จะเป็นจุดชี้วัดภาวะผู้นำและความเป็นจอมหลักการของ ชวน หลีกภัย ว่าจะเลือกเดินแบบไหน หากยึดเอาข้อบังคับการประชุมบวกกับเสียงข้างมากลากไป ก็เข้าทางเกมของฝ่ายสืบทอดอำนาจ การอภิปรายจะไม่เกิดขึ้น

หากยึดเอาความถูกต้องในกรณีที่ว่าการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในเมื่อเรื่องยังไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการทางสภาผู้แทนราษฎรต้องดำเนินต่อไป บนบริบทของอำนาจสามฝ่ายในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องไม่ก้าวก่ายกัน ไม่ว่าจะทางไหนทำนายได้เลยว่า กว่าจะได้เข้าสู่การอภิปรายกันนั้น น่าจะกินเวลาไปเกือบครึ่งวัน และถ้าได้อภิปรายในวันแรกก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า จะเป็นการจับเอาผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจมาขึงพืดชำแหละเป็นประเดิมกันทันที

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ด้วยข้อกล่าวหาการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย หากจี้จุดชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาด บกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจได้ และทำให้ประชาชนคล้อยตาม ในวันรุ่งขึ้นกลุ่มราษฎรก็ได้มีการนัดหมายชุมนุมกันเพื่อให้กำลังใจแกนนำและคณะรวม 24 คนที่จะถูกอัยการนัดหมายนำตัวสั่งฟ้องต่อศาล จะเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

เหตุการณ์ปะทะตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผสมเข้ากับการไม่ได้รับการประกันตัวของ 4 แกนนำราษฎร ผสานกับท่วงทำนองการไปให้กำลังใจและแถลงการณ์เรียกร้องของ 255 คณาจารย์จาก 31 สถาบัน มันเป็นเหมือนสัญญาณว่า ฝ่ายต่อต้านขบวนการสืบทอดอำนาจนั้น กำลังยกระดับการชุมนุมเพื่อให้หวังผลในเป้าหมาย และไม่ได้ผิดไปจากที่ อานนท์ นำภา เคยประกาศไว้ก่อนหน้า การจะเคลื่อนไหวแบบให้โอกาสเหมือนปีก่อนหน้านั้นต้องไม่มีอีกต่อไป

มาถึงนาทีนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ถ้อยแถลงของโฆษกสำนักงานศาลยุติธรรมก่อนหน้านั้น เหมือนเป็นการออกอาการอย่างหนึ่งอย่างใด ต่อคำถามที่เกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ผนวกเข้ากับท่าทีของฝ่ายสืบทอดอำนาจที่พยายามจะสร้างให้เกิดภาพความรุนแรงของม็อบเพื่อด้อยค่า เมื่อพิจารณาจากถ้อยแถลงของ 255 คณาจารย์แล้ว หากประเด็นเหล่านี้ถูกจุดติด บวกเข้ากับการอภิปรายในสภาร้อนแรงและฝ่ายค้านมีหลักฐานแน่นหนา ก็ไม่รู้ว่าการปิดฉากทางการเมืองจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดหรือไม่

ประเด็นที่นักวิชาการซึ่งไปให้กำลังใจ 4 แกนนำราษฎร ตั้งข้อกังขากับการไม่ได้รับการประกันตัวนั้น ในทางวิชาการถือว่าเป็นสิ่งที่ควรวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อการวินิจฉัยทางข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยว่าจำเลยอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันอีกนั้น เป็นเสมือนการตัดสินล่วงหน้าว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องเป็นการกระทำผิด ทั้งที่กระบวนการไต่สวนยังไม่ได้เริ่มต้น ซึ่งขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญในมาตรา 29

ขณะเดียวกัน การไม่ให้ประกันตัวในระหว่างถูกดำเนินคดี หากภายหลังศาลมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกสั่งฟ้องไม่ได้กระทำความผิด เท่ากับเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในระหว่างถูกจองจำ โดยเฉพาะกรณีของ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ซึ่งเป็นนักศึกษา การไม่ให้ประกันตัวในระหว่างถูกดำเนินคดีหมายถึงศาลได้ลิดรอนสิทธิในการศึกษาไปด้วย โดยมีการตั้งข้อสังเกตหรือแสดงความเป็นห่วงต่อการวินิจฉัยในคดี 24 แกนนำที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ด้วย

โดยเครื่องหมายคำถามตัวโตก็คือ คดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีการเมืองที่รัฐเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง จึงมีความจำเป็นที่สถาบันตุลาการต้องรักษาความเป็นอิสระ และสมดุลของการปกป้องหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้ ต่อข้อกังวลของนักวิชาการกลุ่มนี้ก็คือ ที่ผ่านมาการให้ประกันตัวผู้ชุมนุมในคดีทางการเมืองทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงช่วยประคับประคองไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายได้ค่อนข้างดี ตรงกันข้ามการไม่ให้ประกันตัวมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายตัวรุนแรงยิ่งขึ้น

ดังนั้น การตัดสินใจใช้กระบวนการที่อ้างว่าทุกอย่างดำเนินการตามกฎหมายของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจมาจัดการกับหัวขบวนของกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอำนาจสืบทอดนั้น เท่ากับว่านี่เป็นการเร่งให้ขบวนการเคลื่อนไหวยกระดับการชุมนุมเพื่อปิดเกมให้เร็วขึ้นกว่าที่มีการวางแผนเดินเกมกันไว้ นั่นเท่ากับว่า เมื่อแนวทางสันติวิธีถูกทำลายการจะมองหาหนทางต่อสู้ระยะยาวและยื้ดเยื้อย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงเหมือนเป็นการนับถอยหลังว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะถูกปิดเกมเมื่อไหร่

ภาพเหตุการณ์วันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำมือของฝ่ายไหน ม็อบทุบตำรวจหรือตำรวจทุบม็อบและเลยเถิดไปถึงพยาบาลอาสา ไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกระทำเช่นนั้น การจัดหนักระหว่างกันย่อมหมายถึงการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมถูกแทรกแซงจะด้วยอะไรก็ตามแต่ ประจวบเหมาะกับการเปิดศึกซักฟอกในสภา ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ทุกคนต่างย่ำแย่ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่อาจคาดเดาได้ว่า ปลายทางของสถานการณ์ทางการเมืองจะจบลงอย่างไร ปิดฉากเร็วกว่าที่คาด รัฐบาลเรือเหล็กจะอับปางไม่เป็นท่าเร็วกว่าที่อยากให้เป็นหรือไม่