นายกฯ ขู่กลับ ส.ส.ก้าวไกล พูดมากเรื่องวัคซีนโควิด หากกระทบต้นทางไม่จัดส่ง มีเรื่องกัน!

นายกฯ ขู่กลับ ส.ส.ก้าวไกล พูดมากเรื่องวัคซีนโควิด หากกระทบต้นทางไม่จัดส่ง มีเรื่องกัน!

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ชี้แจงการอภิปรายของ นายวิโรจน์ ลักคณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโควิด-19 ว่า มีข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ตนเองรู้ดีว่าประชาชนเดือดร้อน และอาจจะรู้มากกว่าทุกคน เพราะมีข้อมูลมากอยู่แล้ว แต่ไม่มีอำนาจสั่งทั้งหมด ต้องฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งแพทย์และศูนย์บริการสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงคณะทำงานเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตลอดจนการนำวัคซีนเข้ามาให้ได้เร็วที่สุด

ถ้าเปรียบเทียบกับทั่วโลก ประเทศไทยสามารถทำได้ดีกว่าหลายประเทศและพยายามทำให้ดีขึ้นทุกอย่าง หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสถานการณ์จะดีขึ้นในเร็ววัน ส่วนการฉีดวัคซีนยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะได้ผล 100% หรือไม่ แต่เป็นการฉีดแบบฉุกเฉิน ไม่ใช่การฉีดแบบไข้หวัดใหญ่ทั่วไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากพูดถึงวัคซีนมากๆ จะกลายเป็นปัญหาว่าต้นทางจะส่งมาหรือไม่ จึงขอให้ระมัดระวังและรับผิดชอบ อาจกลายมาเป็นปัญหา ขออย่าโยงเป็นเรื่องการเมืองจนมีปัญหาและจำคำพูดตัวเองไว้ด้วย หากต้นทางไม่ส่งวัคซีนมาให้เป็นเพราะสาเหตุมาจากเรื่องการอภิปรายในสภาครั้งนี้

“ย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อเลือกวัคซีน ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับประเทศ วันนี้ได้รับข้อมูลมาว่า ประชาชนคนไทยอยากฉีดวัคซีน 80% และมีอีก 10% ที่ไม่อยากฉีด ส่วนอีก 10% คือคนที่ลังเลและไม่แน่ใจว่าผู้อภิปรายนั้นอยู่ในกลุ่มที่ไม่อยากฉีดหรือลังเลหรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อนุทินแจงวางแผนจัดการเป็นระบบ

จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ภายในเดือน ก.พ. วัคซีนล็อตแรก 2 แสนโดสจะมาถึงไทย และจะพยายามฉีดให้เร็วที่สุด ภายในเดือน มี.ค.วัคซีนล็อตที่สองจะมาถึงไทย 8 แสนโดส เดือน เม.ย. 1 ล้านโดส และปลายเดือน พ.ค.หรือต้นเดือน มิ.ย. วัควีนที่ผลิตในไทยยี่ห้อแอสตร้าเซนเนกา ไม่ใช่สยามไบโอไซเอนซ์ จะทำการส่งและฉีดให้คนไทยครบถ้วน

ส่วนที่อภิปรายว่าตนเองล่าช้าลอยชายกับเรื่องวัคซีน ขอให้ทราบเลยว่าตั้งแต่คำว่าโควิดเข้ามาในสมองตน สถาบันวัคซีนแห่งชาติจึงได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 3 พันล้านบาท ให้ไปดำเนินการทุกวิถีทางในการศึกษาพัฒนา หรือแม้แต่จัดซื้อหากจำเป็น ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างดี

นายอนุทิน กล่าวว่า บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า กว่าที่เขาจะยอมให้เราซื้อ ต้องผ่านกระบวนการทดสอบขั้นต้นมาอย่างมากแล้ว ในกรณีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ใช้ในประเทศไทยนั้น เป็นวัคซีนที่ร่วมผลิตกับมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด และใช้เทคโนโลยีผ่านการเชื่อมต่อโดยไทยมีกลุ่มธุรกิจที่ถือว่าใหญ่โตระดับโลกเขามีคอนเนคชั่น โดยได้ประสานมาที่กระทรวงสาธารณสุข และนายกรัฐมนตรี ว่ามีเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนที่ดูแล้วน่าจะเหมาะสมกับไทย ที่สำคัญเชื่อว่าถ้าไทยได้เป็นฐานการผลิต วัคซีนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการช่วยเหลือมนุษยชาติ ไม่ใช่แค่ไทยแต่เป็นอาเซียนด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขกับรัฐบาลไทย เห็นว่าเทคโนโลยีนี้มีโอกาสประสบผลสำเร็จอย่างสูง มีการศึกษาได้รับการสนับสนุน ได้รับข้อแนะนำที่ดีมากจากบรรดาอาจารย์แพทย์ ว่าเราต้องเลือกทางนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ไม่ได้เลือกบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เพียงบริษัทเดียว ก่อนตัดสินใจเลือกให้เป็นผู้ผลิตเขาไปดูประสิทธิภาพของบริษัทยาอื่นๆในไทยจำนวนมาก แต่สุดท้ายได้เลือกบริษัท สยามไบไอไซเอนซ์ เพราะสามารถผลิตชีววัตถุที่มีความคงที่ที่สุด ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตวัคซีนตามเทคโนโลยีของเขา เขาจึงเริ่มเจรการผลิตวัคซีนกับไทย ที่สำคัญตนต้องหาวัคซีนให้ประชาชนได้อย่างครอบคลุมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในเวลาที่เหมาะสม

“เรามีวัคซีน 63 ล้านโดส เพียงพอที่จะครอบคลุมกลุ่มเสี่ยง วัคซีนจะไม่พอเก็บ เราได้บริหารจัดการวางแผนเป็นระบบ ไม่เที่ยวไปลบหลู่ดูหมิ่น พูดสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจคนทำงาน ไม่ใช้วาจาสามหาว พูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับวาระการอภิปราย …อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าวัคซีนที่จะให้ประชาชนคนไทย เหมาะสมเข้าถึงง่ายที่สุด ไม่มีวันถูกตัดคิว ไม่มีวันถูกคนอื่นมาแย่ง อะไรก็ตามที่เรามั่นใจว่าเพียงพอแล้ว สามารถให้บริการประชาชนได้ครบถ้วน และเรายังมีทางเลือกอื่นอีกมาก”