พาราสาวะถี

การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เห็นลีลาของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจตอบโต้ฝ่ายค้านแล้ว ต้องยอมรับว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา การไม่แสดงอารมณ์โกรธ พยายามตอบให้อยู่ในประเด็น มีพาดพิง ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามบ้างถือเป็นสีสันปกติของศึกซักฟอกทุกยุคทุกสมัย หากสถานการณ์การอภิปรายดำเนินไปเหมือนในวันแรกจนครบทั้งสี่วัน ฝ่ายค้านต้องยอมรับชะตากรรมว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา จากการซักฟอกกลายเป็นฝ่ายรัฐบาลได้ฟอกขาวตัวเองไปเสียฉิบ

อรชุน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เห็นลีลาของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจตอบโต้ฝ่ายค้านแล้ว ต้องยอมรับว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา การไม่แสดงอารมณ์โกรธ พยายามตอบให้อยู่ในประเด็น มีพาดพิง ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามบ้างถือเป็นสีสันปกติของศึกซักฟอกทุกยุคทุกสมัย หากสถานการณ์การอภิปรายดำเนินไปเหมือนในวันแรกจนครบทั้งสี่วัน ฝ่ายค้านต้องยอมรับชะตากรรมว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา จากการซักฟอกกลายเป็นฝ่ายรัฐบาลได้ฟอกขาวตัวเองไปเสียฉิบ

ดังนั้น ช่วงวันเวลาที่เหลือคนโดยทั่วไปจึงยังคาดหวังอยากจะเห็นสิ่งที่เป็นหลักฐานการทุจริต บริหารงานไม่โปร่งใสภายใต้การนำของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่การบรรยายในลักษณะรูปธรรม ปัญหาที่ว่าบริหารงานผิดพลาด ล้มเหลว คนส่วนใหญ่เข้าใจและรับรู้กันดีว่าขบวนการอำนาจสืบทอดมีปัญญาทำกันได้แค่นี้ แต่เมื่อไร้สิ่งที่จะไปเอาผิดทุกอย่างมันก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม เว้นเสียแต่ความเดือดร้อนมันเกินเยียวยา คนทนไม่ไหวลุกฮือขึ้นมาขับไล่กันเองนั่นก็อีกเรื่อง

เมื่อพิจารณาตามท้องเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขีดวงไว้เฉพาะในช่วงวันสองวันแรกต้องยอมรับว่า ต่างฝ่ายต่างประคับประคองบรรยากาศให้เป็นไปด้วยดี การลุกขึ้นประท้วงของคนที่รับงานถือเป็นเรื่องที่เห็นกันจนชินตาอยู่แล้ว ยิ่งในจังหวะที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจนั่งฟังอยู่ในสภาบรรดาลิ่วล้อสอพลอเหล่านั้น ยิ่งขยันเป็นพิเศษเพื่อสร้างผลงานให้เข้าตา แต่การเมืองก็คือการเมือง หากคิดว่าเก็บทุกเรื่องได้มิดชิดและปิดปากได้ทุกคน คงอยู่กันยาวได้เท่าที่ใจปรารถนา

อย่างไรก็ตาม ความจริงของการเมืองไทยอีกประการที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาดคือ ความเบื่อหน่ายกับการอยู่ในอำนาจยาวนานและยิ่งผลงานไม่เป็นที่ปรากฏ บางครั้งมักจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ชนิดที่คนซึ่งนั่งบนเก้าอี้แห่งอำนาจ ไม่สามารถที่จะตั้งรับตั้งตัวได้ทัน สัญญาณย่ามใจอย่างหนึ่งที่ได้เห็นผ่านลิ่วล้อผู้ภักดีของหัวขบวนการสืบทอดอำนาจคงเป็นการโชว์เหรียญ “หลวงพ่อป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ของ สิระ เจนจาคะ ส.ส.เมืองกรุงของพรรคสืบทอดอำนาจ

อาจเป็นการแสดงให้คนทั่วไปได้เห็นและรู้เสียบ้างว่าข้าคือใคร ในอีกด้านหากมองในแง่ของการประสานผลประโยชน์ทางการเมือง มันเหมือนเป็นการบอกเป็นนัยในการพูดคุยหรือตกลงเรื่องงานที่ควรจะได้ ใครควรจะรับก็ให้มันรู้กันบ้างว่าไผเป็นไผ แต่ในมิติทางการเมืองที่ว่าด้วยความอิจฉา ริษยา และการเกลียดชัง ต้องอย่าลืมเป็นอันขาดว่าภาพลักษณ์ของผู้ทรงอิทธิพลในรัฐบาลนั้นเป็นอย่างไร และการยกย่องบูชาในลักษณะเช่นนี้จะเรียกเสียงด่าได้มากกว่าคำชื่นชม

มากไปกว่านั้น ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ก็เกิดจากการปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังต่อคนบางคน จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่คณะเผด็จการยึดอำนาจอ้างว่าเข้ามาเพื่อปฏิรูป แต่สุดท้าย ยิ่งนานวันนอกจากบ้านเมืองถอยหลังลงคลองไม่ต้องมองว่าประชาธิปไตยเดินไปในรูปแบบไหน ยังมีการสถาปนาอำนาจนิยมในรูปแบบสร้างตัวตนคนเป็นใหญ่ เรียกถนนทุกสายต้องตรงดิ่งเข้าไปหา คนที่ถูกยกหางหากมืดบอดทางสติปัญญา นั่นก็คือหนทางนำไปสู่ความเสื่อม

ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า ขนาดคนที่นำพรรคการเมืองชนะด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย กุมเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภา ยังล้มไม่เป็นท่าเมื่อเกิดการลุกฮือ อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าก็คน ๆ นั้นที่หมายถึง ทักษิณ ชินวัตร นั้น ช่วงก่อนถูกยึดอำนาจก็เหลิงในอำนาจ และมีหลายเหตุการณ์ที่นำไปสู่การจุดติดของการต่อต้าน สิ่งสำคัญคือเรื่องของมือที่มองไม่เห็น และฝ่ายต่อต้านเป็นพวกม็อบมีเส้นมันจึงทำให้เจ้าตัวต้องระหกระเหินอยู่ในประเทศไทยไม่ได้

แต่กรณีของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะองคาพยพที่หนุนหลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างดี ไม่มีทางที่จะนำพาให้ไปสู่จุดจบแบบเดียวกับคนแดนไกล หากพิจารณาจากเรื่องนาฬิกายืมเพื่อนก็พอจะมองเช่นนั้นได้ ทว่าในทางการเมืองมันยังมีปัจจัยเรื่องการประสานผลประโยชน์ การร้องเพลงประสานเสียงในทำนองเดียวกันของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันมา หากไม่มีการเหยียบตาปลาปีนเกลียวกันทุกอย่างก็ดูท่าจะราบรื่น

หากน้องเล็กเห็นว่าหน้าที่การบริหารงานการเมืองเป็นเรื่องของพี่ผมไม่ติดใจ ขอได้หน้าทนบริหารประเทศอย่างเดียวทุกอย่างก็ไร้ปัญหา กระนั้นก็ตาม รายทางที่ผ่านมาก็มีหลายหนที่เกิดการไม่เข้าใจกัน ยังดีที่ว่าระหว่างเรื่องที่ไม่เข้าใจกันกับเรื่องที่ต้องแบ่งปันกันนั้น อย่างหลังเมื่อคำนวณมูลค่าแล้วมันมหาศาลมากกว่า จึงทำให้สามารถหลิ่วตาข้างหนึ่งได้ แต่ถนนสายการเมืองไม่เคยมีสูตรสำเร็จสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การเปลี่ยนสถานะจากมิตรเป็นศัตรู

แนวความคิดหรือการกำหนดทิศทางของพรรคสืบทอดอำนาจต่อการแจกกล้วยเพื่อดึงศัตรูมาเป็นมิตรนั้น เป็นสิ่งที่ทำมาอยู่ตลอดเวลา ด้วยการที่ลากยาวกันมานานผสานกับฝ่ายตรงข้ามในระดับหัวขบวนก็เริ่มที่จะมีการขยับขยาย จึงทำให้ฝ่ายยื่นหมูยื่นแมวยิ่งได้ใจ ฝันหวานไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเข้าวินมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยไม่ต้องพึ่งมือจากส.ว.ลากตั้งมาสร้างความชอบธรรมในการกลับเข้าสู่อำนาจ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องเสียหายและน่ากังวลใจ

หากแต่การจ้องที่จะฮุบพวกเดียวกัน เป้าหมายเป็นพรรคการเมืองที่อยู่มายาวนานอย่างประชาธิปัตย์ จุดนี้อยู่ที่ว่าคนของพรรคเก่าแก่ยังคงยึดมั่นต่ออุดมการณ์ หลักการที่อ้างกันอยู่ตลอดเวลาอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้องและช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งก็ต้องแปรสภาพไปเป็นศัตรู สาวไส้ทุกขดที่เห็นมาประจานเพื่อดิสเครดิตพรรคสืบทอดอำนาจและเรียกความศรัทธาของพรรคตัวเองกลับมา แต่ถ้ายอมศิโรราบ ปล่อยเลยตามเลยขบวนการสืบอำนาจก็จะอยู่กันยาวแบบสบายใจเฉิบ ซึ่งถนนสายนั้นจะโรยด้วยกลีบกุหลาบหรือไม่ ดูสถานการณ์ในช่วงเดือนนี้กันก่อนถ้าผ่านไปได้ก็ไม่น่าจะมีอะไรหนักใจอีก