พาราสาวะถี

ผ่านพ้นไปเรียบร้อยสำหรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สามารถใช้คำว่า “ขอแค่ได้ซักฟอก” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำสำหรับพรรคฝ่ายค้าน หลักฐานประเภทโป้งเดียวจอดหรือมวยคู่เอกที่คุยโม้โอ้อวดก่อนหน้านั้นไม่มีให้เห็น เป็นได้แค่คู่มวยก่อนเวลาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลจากการอภิปรายที่เกิดโดยเสียงยกมือโหวตไว้วางใจกับไม่ไว้วางใจนั้น ทำให้มองเห็นรอยปริแยกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปัญหาภายในพรรคเดียวกันเอง และเห็นแนวโน้มของคนจากซีกฝ่ายค้านที่น่าจะเปลี่ยนสีเสื้อ

อรชุน

ผ่านพ้นไปเรียบร้อยสำหรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สามารถใช้คำว่า ขอแค่ได้ซักฟอก” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำสำหรับพรรคฝ่ายค้าน หลักฐานประเภทโป้งเดียวจอดหรือมวยคู่เอกที่คุยโม้โอ้อวดก่อนหน้านั้นไม่มีให้เห็น เป็นได้แค่คู่มวยก่อนเวลาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลจากการอภิปรายที่เกิดโดยเสียงยกมือโหวตไว้วางใจกับไม่ไว้วางใจนั้น ทำให้มองเห็นรอยปริแยกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปัญหาภายในพรรคเดียวกันเอง และเห็นแนวโน้มของคนจากซีกฝ่ายค้านที่น่าจะเปลี่ยนสีเสื้อ

รอยปริแยกว่าด้วยความไม่ลงรอยหรือการเล่นเกมการเมืองกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล คือการจับคู่ทะเลาะไม่เลิกระหว่างพรรคสืบทอดอำนาจกับภูมิใจไทย เห็นได้จากคะแนนโหวตของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่มีฐานะเป็นถึงเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนไว้วางใจ 268 เสียง ที่น่าสังเกตคือคะแนนงดออกเสียงมีมากถึง 12 เสียง ซึ่งมาจากการงดโหวตของส.ส.กลุ่มดาวฤกษ์ของพรรคแกนนำรัฐบาลด้วยกันเอง

อย่างไรก็ตาม “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคสืบทอดอำนาจในฐานะแกนนำกลุ่ม แม้จะเป็นส.ส.สุภาพสตรีแต่ก็ยืดอกรับแบบแมน ๆ ถึงเหตุผลที่ไม่โหวตให้เสี่ยโอ๋แห่งภูมิใจไทยว่า  ตลอดการอภิปรายและการชี้แจง 4 วัน ไม่พบคำชี้แจงที่ชัดเจนเพียงพอ ในการตอบคำอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน และทำให้สังคมตั้งข้อกังขา โดยมีข้อสงสัยในสองประเด็นหลักที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนคือ เรื่องการเปลี่ยนเงื่อนไขและการล้มการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

อีกข้อกังขาคือ การอภิปรายเรื่องการไม่ปกป้องหรือเรียกคืนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือรฟท. ในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสองประเด็นที่อยู่ในสังกัดของสองรัฐวิสาหกิจในการกำกับดูแลของศักดิ์สยามโดยตรงคือ รฟท. และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือรฟม. แน่นอนว่า การแสดงออกเช่นนี้มันหมายถึงเป้าประสงค์ชี้ให้เห็นว่า รัฐมนตรีคมนาคมมีปัญหาทั้งในเรื่องที่เป็นการทำงานตามหน้าที่และผลประโยชน์ทับซ้อนส่วนตัว

กล่าวคือ กรณีของรถไฟฟ้าสายสีส้มย่อมเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า มีการเล่นเกมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคแกนนำรัฐบาลซึ่งอาจรวมไปถึงกับตัวผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแทน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าจะมีการปะฉะดะกันอีกหลายยกตามมา ขณะที่ปัญหาเรื่องที่ดินเขากระโดง บุรีรัมย์ถือเป็นกรรมเก่าติดตัวเป็นปัญหาที่ครอบครัวชิดชอบพยายามสลัดให้หลุดแต่ก็กลายเป็นเงามืดตามหลอกหลอนไม่รู้จบ แต่สไตล์พรรคภูมิใจไทยคงยอมกลืนเลือดแล้วไปหาวิธีการเอาคืนมากกว่าจะออกมาตีโพยตีพาย

ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดการแหกมติพรรคร่วมรัฐบาลเช่นนี้ คำถามโดยมารยาทจากฝั่งภูมิใจไทยย่อมย้อนกลับไปที่ “หลวงพ่อป้อม ณ วัดป่ารอยต่อ” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้กุมชะตากรรมในการโหวต เหตุใดลูกน้องถึงกล้าแตกแถว ทั้งที่มีการตกลงกันไว้แล้วและผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็ประกาศกลางวงประชุมครม.อย่าให้เสียงที่ออกมาต่างกันจนน่าเกลียด ขณะที่ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลก็ขู่ปาว ๆ ก่อนการโหวต ส.ส.พรรคไหนไม่ทำตามมติวิปรัฐบาลต้องมีบทลงโทษ

คงต้องดูว่า จะจัดการกันอย่างไร และก็น่าสนใจปัญหาภายในพรรคสืบทอดอำนาจจากการโหวตหนนี้เช่นเดียวกัน เมื่อ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีคะแนนไว้วางใจ 258 ไม่ไว้วางใจ 215 งดออกเสียง 8 น้อยที่สุดในบรรดารัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกทั้ง 10 คน ขณะที่ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีคะแนนไว้วางใจ 263 ไม่ไว้วาง 212 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 1 เสียงที่ไว้วางใจที่หายไปแล้วไปโผล่ยังฝั่งตรงข้ามมีนัยทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

เพราะก่อนหน้านั้นส.ส.ของพรรคสืบทอดอำนาจประกาศไว้แล้วว่า จะมีการสั่งสอนรัฐมนตรีของพรรคที่ไม่ใส่ใจดูแลส.ส.ภายในพรรค ดังนั้น นี่จึงเป็นการสั่งสอนเพราะทั้งสองคนถือว่าเป็นสายตรงของพี่น้อง 2 ป. เสมา 1 คือเด็กในคาถาผู้นำเผด็จการ จับกัง 1 คือเด็กปั้นมาแรงของหลวงพ่อป้อม จึงเป็นเหตุผลว่าไม่จำเป็นต้องเอาใจส.ส.ให้เหนื่อยใจ เพราะยังไงนายก็เอ็นดู แต่เมื่อคะแนนโหวตออกมาแบบนี้ คงต้องกลับไปเคลียร์กันภายในพรรคจะบริหารจัดการกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหนักข้อขึ้นในอนาคต

ฟากของพรรคประชาธิปัตย์กับคะแนนโหวตของสองรัฐมนตรีที่มีฐานะเป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าพรรคอย่าง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และ นิพนธ์ บุญญามณี นั้น ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับคนภายในพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด หากแต่เป็นพรรคเดียวกันเอง ที่ไปโผล่ในส่วนของการงดออกเสียงและไม่ร่วมลงคะแนน เพราะต้องการแสดงออกให้เห็นว่า ท่าทีของพรรคต่อการถูกกระทำจากพรรคแกนนำรัฐบาล ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช ปวกเปียกจนเกินไปและส่อจะทำให้พรรคเสียคะแนนนิยมในอนาคต

ส่วนพรรคที่ได้เห็น ๆ จากการซักฟอกรอบนี้คือ ภูมิใจไทย เนื่องจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ได้คะแนนโหวตไว้วางใจสูงที่สุดถึง 275 เสียง โดยมี 4 เสียงของพรรคก้าวไกลรวมอยู่ด้วยคือ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พีรเดช คำสมุทร เอกภพ เพียรพิเศษ สองส.ส.เชียงราย และ ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี เป็นที่มาในการคุยฟุ้งทันทีของเสี่ยหนูว่า  เพราะตนทำงานหนักมาก อาจมีคนที่ตั้งใจฟังตนอยู่ และสงสารตน รวมทั้งมองว่าตนโดนคนเอาเรื่องไม่จริงมาโยนใส่

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นี่ก็คือสัญญาณความเป็นไปได้ที่ส.ส.ทั้ง 4 คนนั้น มีโอกาสที่จะย้ายพรรคและเปลี่ยนฝั่งสูง ต้องยอมรับกระบวนยุทธ์ในการดูดของพรรคการเมืองนี้ว่านิ่งและเนียนเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้เก้าอี้เพิ่มเท่านั้น แต่มันหมายถึงว่า หากจะต้องมีการขยับปรับเปลี่ยนภายในรัฐบาล นั่นจะเป็นจังหวะที่เสี่ยหนูและคณะต้องทวงถามถึงเก้าอี้เสนาบดีเพิ่มเติม เพราะวันนี้จำนวนส.ส.เพิ่มมากเกือบ 20 เสียง จะให้ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไร ศึกในที่ผู้นำเผด็จการพล่ามบ่อยครั้งนั้น น่าจะเป็นกรณีนี้มากกว่า