ประธาน “เฟด” แถลงมุมบวกศก. สหรัฐ ฉุดราคาทองคำร่วง เจอแรงเทขาย “ทองไทย” ลงตาม 100 บ.

ประธาน "เฟด" แถลงมุมบวกศก. สหรัฐ ฉุดราคาทองคำร่วง เจอแรงเทขาย “ทองไทย” ลงตาม 100 บ.

สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทอง (96.5%) เปิดตลาดวันนี้ (25 ก.พ.64) เมื่อเวลา 09.26 น.ที่ผ่านมา ปรับลดง 100 บาท เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของวันพุธ ที่ตลอดทั้งวันมีการประกาศราคาทั้งหมด 4 รอบ แต่ราคารวมไม่เพิ่มไม่ลดจากเมื่อวันอังคาร

โดยราคาทองคำแท่งวันนี้ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 25,500.00 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 25,600.00 บาท

ทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่ราคาบาทละ 25,044.32 บาท ขายออกที่บาทละ 26,100.00 บาท

ราคาทองคำ Spot เช้านี้เคลื่อนไหวที่บริเวณ 1,800 ดอลลาร์ หลังจากปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาปรับลดลง 8 ดอลลาร์ หลุดระดับ 1,800 ดอลลาร์ สู่ระดับ 1,797.9 ดอลลาร์  เนื่องมาจากยังคงได้รับแรงกดดันจากแรงเทขายทองคำสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงมุมมองบวกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ

นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แถลงนโยบายทางการเงินรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐว่า แรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ ยอดขายบ้านใหม่เดือนม.ค.สหรัฐที่เพิ่มสูงเกิดคาด ประกอบกับ การเทขายทองคำต่อเนื่อง 4 วันติด ของกองทุน SPDR Gold Trust กองทุน EFT ทองคำรายใหญ่ของโลก เป็นปัจจัยลบกดดันต่อตลาดทองคำ

ประธานเฟด กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 6% ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 หลังมีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนในวงกว้าง โดยตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวดีกว่าระดับ 4.2% ที่เฟดคาดการณ์ไว้ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว

นายริชาร์ด แคลริดา รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในวันนี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง และการที่รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่แล้ว

“เศรษฐกิจมีแนวโน้มสดใสในปีนี้ และปีต่อๆไป ขณะที่ความเสี่ยงในช่วงขาลงได้ลดน้อยลง” นายแคลริดากล่าว

นายแคลริดายังระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของเฟดในเดือนธ.ค.ที่ระบุว่า อัตราว่างงานจะต่ำกว่าระดับ 4% และอัตราเงินเฟ้อจะกลับสู่ระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2% ภายในสิ้นปี 2566 ถือเป็นการดีดตัวขึ้นรวดเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นหลังช่วงวิกฤตการเงินเมื่อกว่า 1 ทศวรรษที่แล้ว