KSS มอง กนง. คงดอกเบี้ยหนุน SET ไปต่อ แนะหุ้นน่าสอย PTTGC-KTB-AMATA

KSS ประเมินผลประชุม กนง. เป็นบวกอ่อนๆ รับอานิสงส์คงดอกเบี้ย 1% หนุนเศรษฐกิจ ชี้สงครามคลายตัวกลางปี 2569 หนุนราคาน้ำมันดันกลุ่มพลังงาน-ลงทุนเด่น ยก PTTGC, KTB และ AMATA เป็น Top Picks


บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินมุมมองต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่ามีทิศทางเป็นกลางถึงบวกอ่อนๆ (Neutral to Slightly Positive) โดย กนง. ประเมินกรณีฐานของสถานการณ์สงครามว่าจะเริ่มคลายตัวลงในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งล่าช้ากว่าที่ KSS คาดการณ์ไว้เล็กน้อย (คาดผ่อนคลายชัดเจนในเดือนพฤษภาคม 2569) อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบหลังสิ้นสุดสงครามจะยกฐานสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ซึ่งสะท้อนมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงภาวะอุปทานหยุดชะงัก (Supply Disruption) ส่วนในกรณีเลวร้ายนั้น ประเมินว่าสงครามอาจลากยาวไปจนถึงสิ้นปี 2569

ด้านนโยบายการเงินและการคาดการณ์เศรษฐกิจยังคงดำเนินอยู่บนกรณีฐาน โดย กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.0% อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง โดยให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าประเด็นด้านเงินเฟ้อ ซึ่งมองว่าผลกระทบจากเงินเฟ้อเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง (Second Round Effect) ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่าน่าจะมีเพียงกลุ่มสินค้าและบริการที่จำเป็นเท่านั้นที่สามารถปรับราคาขึ้นได้ เช่น กลุ่มอาหาร และโรงพยาบาล พร้อมกันนี้ กนง. ได้ปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.5% และปี 2570 อยู่ที่ 2.0% จากเดิมที่คาดไว้ระดับ 1.5% และ 2.3% ตามลำดับ โดยในปี 2569 มีการปรับองค์ประกอบใหม่ ซึ่งส่วนที่ขยายตัวคือ การลงทุน และการส่งออก ขณะที่ส่วนที่ปรับตัวลดลงคือ การบริโภค การนำเข้า และการท่องเที่ยว ซึ่งระดับดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับมุมมองของตลาดในปัจจุบัน ทั้งนี้ คาดการณ์ดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเบื้องต้นประเมินว่าหากมีเม็ดเงินอัดฉีด 3 แสนล้านบาท จะช่วยเปิดอัพไซด์ต่อ GDP ได้อีกประมาณ 0.5-0.7%

สำหรับมุมมองด้านกลยุทธ์การลงทุน KSS ประเมินว่าจุดบวกสำคัญคือการขยายตัวด้านการลงทุนที่โดดเด่น ซึ่งสะท้อนให้นโยบายการเงินและการคลังที่ยังคงสอดประสานกัน ประกอบกับจิตวิทยาเชิงบวกจาก ธปท. และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐที่เน้นการประคองการบริโภคและสนับสนุนการลงทุน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนอัพไซด์ของ GDP ไปในทิศทางที่สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภค (ไฟฟ้า สื่อสาร พลังงาน คมนาคม) และรับเหมาก่อสร้าง แม้ว่าราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะสูงกว่าจุดเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยที่ 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่คาดว่าตลาดจะมีการปรับสถานะเพื่อรับมือได้ในช่วงปลายสถานการณ์ และจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในธีมความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)

ทั้งนี้ หากสถานการณ์สงครามเป็นไปตามกรณีฐานของ กนง. และ KSS คาดว่าจะเป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง จึงแนะนำการลงทุนใน 2 ธีมหลัก ได้แก่

1.ธีมความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) แนะนำกลุ่มปิโตรเคมี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กลุ่มโรงกลั่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และกลุ่มที่ได้ประโยชน์เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME, บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH

2.ธีมขับเคลื่อนด้วยการลงทุน (Investment Driven) แนะนำกลุ่มธนาคาร ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON, บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET กลุ่มพลังงาน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL, PTT กลุ่มสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC กลุ่มขนส่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA

โดย KSS ได้เลือกหุ้นเด่น (Top Picks) ของตลาด ได้แก่ PTTGC, IVL, TOP, KBANK, KTB, GULF, BH, TRUE และ AMATA ซึ่งได้ประเมินให้ PTTGC, KTB และ AMATA เป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นสูงสุดจากกลุ่มดังกล่าว

Back to top button