‘ความเชื่อมั่น’ มลายหายสิ้น

เรามักได้ยินผู้ประท้วงให้เหตุผลในการประท้วงว่าเป็นเพราะ “ไม่เชื่อมั่น” “ไม่ไว้ใจ” และเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาล หน่วยงาน หรือสถาบันต่าง ๆ ของรัฐมากขึ้นทุกวัน แต่ในทางกลับกัน ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสิงคโปร์ กลับมีผลสำรวจที่พบว่า ประชาชนมีความ “เชื่อมั่น” ในรัฐบาลที่ค่อนข้างสูงทีเดียว

กระแสโลก : ฐปนี แก้วแดง

เรามักได้ยินผู้ประท้วงให้เหตุผลในการประท้วงว่าเป็นเพราะ “ไม่เชื่อมั่น” “ไม่ไว้ใจ” และเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาล หน่วยงาน หรือสถาบันต่าง ๆ ของรัฐมากขึ้นทุกวัน แต่ในทางกลับกัน ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสิงคโปร์ กลับมีผลสำรวจที่พบว่า ประชาชนมีความ “เชื่อมั่น” ในรัฐบาลที่ค่อนข้างสูงทีเดียว

ผลการศึกษาของสถาบันศึกษาด้านนโยบาย (ไอพีเอส) ของสิงคโปร์พบว่า คนสิงคโปร์มีความเชื่อมั่นในสถาบันของรัฐและรัฐบาลในระดับสูง ผู้ตอบแบบสอบถามอย่างน้อยร้อยละ 70 มีความเชื่อมั่น “ค่อนข้างมาก” ในสถาบันของรัฐทุกแห่ง

การวิจัยนี้ได้สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 2,012 คน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 การตอบแบบสอบถามนี้ ครอบคลุม 4 ด้าน คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนหรือความไว้วางใจในสถาบันต่าง ๆ ของสิงคโปร์ ทัศนคติทางการเมือง ทัศนคติต่อการตรวจตราควบคุมของรัฐบาล และทัศนคติต่อการอพยพย้ายถิ่น

สิ่งที่พบได้จากการสำรวจนี้คือคนสิงคโปร์มีความเชื่อมั่นในสถาบันของรัฐในระดับสูง โดยมีความเชื่อมั่นในสถาบันของรัฐมากที่สุด สถาบันของรัฐที่ว่านี้หมายรวมถึง รัฐบาล รัฐสภา ศาล ตำรวจ ทหาร และข้าราชการพลเรือน สถาบันการเลือกตั้ง ภาคประชาสังคมและสื่อ โดยอย่างน้อย 70% ค่อนข้างเชื่อมั่นมากต่อทุกสถาบันของรัฐ

ผลการสำรวจยังพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 62.1% ยังรู้สึกว่า มีการคอร์รัปชั่นในสิงคโปร์น้อย แต่มีความเชื่อมั่นในพรรคการเมืองลดลง โดยเหลือ 54.7% จากที่เคยมีถึง 68.5% ในปี 2555 แต่ความเชื่อมั่นต่อสถาบันด้านเศรษฐกิจและวิชาการเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2555 ถึง 2563

แม้แต่ในเรื่องอื่น ๆ เช่น ความเชื่อมั่นต่อมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น หรือความเชื่อมั่นต่อธนาคารพาณิชย์ องค์กรด้านสตรี หรือองค์กรที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็มีระดับความเชื่อมั่นสูงเช่นกัน

ความเชื่อมั่นที่มีในระดับสูงเช่นนี้น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมสิงคโปร์จึงได้เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียน และดีกว่าหลายชาติในโลก และในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมประเทศไทยจึงไม่ไปถึงไหนสักที ทั้งที่ประเทศเรามีพื้นที่มากกว่าสิงคโปร์หลายเท่า เป็นสังคมที่เปิดกว้างมากกว่า เป็นประชาธิปไตยมากกว่า มีทรัพยากรมากกว่า มีกำลังแรงงานมากกว่า มีรากเหง้าทางวัฒนธรรม และมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากกว่า และยังมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่ดีกว่าสิงคโปร์มาก

“ความเชื่อมั่น” และ “ความไว้วางใจ” ต่อรัฐบาล มันมีความสำคัญอย่างไร ? ทำไมมันจึงมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ?

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ระบุว่า “ความเชื่อมั่น” หรือ “ความไว้วางใจ” มีความสำคัญในแง่ที่ว่า มันเป็นรากฐานที่สร้างความชอบธรรมให้กับสถาบันของรัฐ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสามัคคีในสังคม

ความเชื่อมั่น หรือความไว้วางใจมีความสำคัญต่อความสำเร็จของนโยบายสาธารณะ ที่ต้องพึ่งพาการตอบสนองเชิงพฤติกรรมจากประชาชน ตัวอย่างเช่น ความไว้วางใจของประชาชน จะทำให้ประชาชนทำตามกฎระเบียบและระบบภาษีมากขึ้น นอกจากนี้มันยังเป็นความจำเป็นที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคได้

ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเห็นได้ชัดเจนว่า ความ “เชื่อมั่น” ของประชาชนที่มีต่อความสามารถของรัฐบาลที่จะตอบโต้โควิด-19 มีความจำเป็นและสำคัญมาก  ประเทศไทยจึงค่อนข้างควบคุมโควิด-19 ได้ดีกว่าหลายประเทศ

โออีซีดีมีหลักฐานที่ชี้ว่า ประชาชนจะเชื่อมั่นและไว้ใจรัฐบาลได้นั้น รัฐบาลจะต้องมีค่านิยมในระดับสูงในเรื่องความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม และการเปิดกว้าง และรัฐบาลต้องมีความสามารถที่จะตอบสนอง สร้างความน่าเชื่อถือในบริการของรัฐ และคาดการณ์ถึงความต้องการใหม่ ๆ ได้ หากมีสิ่งเหล่านี้ ก็จะช่วยเพิ่มความไว้วางใจในสถาบันต่าง ๆ ได้

แต่ในความเป็นจริงของบ้านเราในทุกวันนี้ มันน่าเศร้าที่รัฐบาลของเรามีค่านิยมที่จะสร้างความเชื่อมั่นดังที่โออีซีดีชี้ไว้ น้อยลงทุกวัน

ความเชื่อมั่นที่เคยมีว่า พลเอกประยุทธ์จะคืนความสุขให้กับประชาชน ตำรวจจะไม่โกงกิน ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง ทหารจะปกป้องประชาชน ความยุติธรรมและความเท่าเทียมมีจริง สมาชิกรัฐสภาจะจริงใจในการแก้ปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีการฮั้วโกงกินของพ่อค้ากับพนักงานของรัฐ ฯลฯ

…ทุกอย่างเท่าที่เอ่ยมานี้ มันมลายหายสิ้นไปหมดแล้ว ได้แต่หวังอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะตระหนักว่าการปฏิบัติและทัศนคติที่แสดงออกมา โดยผ่านความเห็น และคำพูดต่าง ๆ ในขณะนี้ มันไม่เอื้อที่จะสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับประชาชนแม้แต่น้อย