โดมิโนเขย่าตู่

ประยุทธ์เดือดด่ากราด พวกไร้จิตสำนึก ทำโควิดระบาดจากผับเป็นคลัสเตอร์ใหม่ อุตส่าห์คาดหวังไว้ ให้คนไทยแห่เที่ยวสงกรานต์ ช่วยกันใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่วันนี้ กทม.ต้องสั่งปิดผับ สธ.ก็จะเสนอ ศบค.สั่งเปิดร้านอาหารได้แค่สามทุ่มห้ามเหล้าเบียร์

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

ประยุทธ์เดือดด่ากราด พวกไร้จิตสำนึก ทำโควิดระบาดจากผับเป็นคลัสเตอร์ใหม่ อุตส่าห์คาดหวังไว้ ให้คนไทยแห่เที่ยวสงกรานต์ ช่วยกันใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่วันนี้ กทม.ต้องสั่งปิดผับ สธ.ก็จะเสนอ ศบค.สั่งเปิดร้านอาหารได้แค่สามทุ่มห้ามเหล้าเบียร์

นี่คือภาวะผู้นำ ? มีอะไรก็ด่ากราด ชักจูงให้ประณามคนไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตามคำสั่ง เพื่อให้สังคมยอมรับการใช้อำนาจบังคับ ทั้งที่บ่อยครั้งใช้อำนาจอย่างไร้เหตุผล

ส่วนที่ขาดหายไป ไม่เคยพูด คือความรับผิดชอบของรัฐ เอาง่าย ๆ ในขณะที่เกิดการระบาดจากผับ ทางใต้ก็ระบาดในเรือนจำนราธิวาส ซึ่งมาจากการไปร่วมงานที่จัดโดยราชการ

โควิดรอบสองก็มาจากการปล่อยปละละเลยปัญหาแรงงานต่างด้าว ทั้งลักลอบนำเข้า ทั้งแรงงานตกค้าง ปล่อยให้อยู่อย่างผิดกฎหมายแออัดกันเป็นแสน แล้วซ้ำเติมจากบ่อน

โควิดวันนี้ ใครก็รู้มีอยู่ทั่วไป เดี๋ยวไปโผล่ตลาดปทุม ตลาดบางแค ฉะนั้นไม่แปลกที่จะไปโผล่ในผับ จะโทษใครไม่ระวัง เพราะรัฐบาลก็ต้องการให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตปกติ ทุกวันนี้คนก็แออัดในรถไฟฟ้า ในรถโดยสาร ในตลาด ในห้าง ในร้านอาหาร ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้จับจ่ายเพราะกลัวเศรษฐกิจพัง

ใครก็ติดโควิดได้ทั้งนั้น กระทั่งเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นยังติดโควิด ไปกินร้านเจ๊ไฝกับไฮโซ ทำร้านเจ๊ไฝต้องปิดไปด้วย จะโทษท่านไร้จิตสำนึกหรือ

ประยุทธ์คงหงุดหงิด มีแต่ไอ้พวกม็อบสามนิ้ว ไม่ยักติดโควิด ทั้งที่ยัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ ใช้ คฝ.ไล่ทุบตี กลายเป็นประจานรัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินผิดที่ผิดทาง

ปัญหาสำคัญคือรัฐบาลบริหารจัดการวัคซีนล่าช้า ประมาท แล้วไม่รับผิดชอบอีกต่างหาก ประมาทเพราะคิดว่าคุมโควิดได้ดีที่สุดในโลก สั่งจองวัคซีนแอสตราเซเนกา 26 ล้านโดสเดือนมิถุนายน ไม่คำนึงเลยว่าเราเป็นประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยว ไม่ตายเพราะโควิดแต่จะตายเพราะเศรษฐกิจพัง พอเกิดรอบสองค่อยตื่นตูมสั่งซิโนแวค 2 ล้านโดส มาเป็นน้ำจิ้ม เราจึงต้องรออีกอย่างน้อยครึ่งปี หรือปลายปี กว่าจะมีภูมิคุ้มกัน (ถ้าวัคซีนได้ผลดีนะ)

โควิดรอบสอง รัฐบาลสรุปบทเรียนจากรอบแรก “ระเบิดภูเขาเผากระท่อม” โควิดเป็นศูนย์ พร้อมกับเศรษฐกิจราพณาสูร จึงพยายามไม่ล็อกดาวน์ ซึ่งมาถูกทางแล้ว (แต่ไม่ยอมรับว่าครั้งที่แล้วผิด) แต่พอเกิดคลัสเตอร์ใหม่จากผับ ก็ยังตื่นตูมจะหวนไปใช้มาตรการปิดระนาว ทั้งที่ไม่จำเป็น

มีความจำเป็นอะไรต้องห้ามนั่งร้านอาหารเกินสามทุ่ม ห้ามขายเหล้าเบียร์ ทั้งที่โควิดติดง่ายในสถานที่แออัดอากาศปิด ถ้าจะปิดก็เฉพาะผับเท่านั้น

ทำไมประยุทธ์ดิ้นพล่าน อ่านง่ายมาก ถ้าเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้า รัฐบาลยิ่งอยู่ยาก ท่ามกลางมรสุมการเมือง แม้มองกันว่า “ม็อบแผ่ว” แกนนำถูกคุมขัง แต่ความโกรธแค้น ไม่ยอมรับอำนาจ ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม กำลังแผ่กว้าง รอวันปะทุใหม่

การเมืองในสภา ในพรรคร่วมรัฐบาล ก็กำลังช่วงชิงผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งพรรคพลังประชารัฐเสนออย่าง พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา เสนออีกอย่าง แต่มีจุดร่วมกับพรรคฝ่ายค้านคือ ตัดอำนาจ 250 ส.ว.ไม่ให้โหวตนายกฯ อีก

พรรคร่วมรัฐบาลไม่กล้าถอนตัว แต่รู้ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ พปชร.จะกินรวบ จึงต้องดิ้น เช่นเดียวกับอีกหลายฝ่ายที่มองว่าประยุทธ์-ประวิตร จะรวบอำนาจจนคนอื่นไม่เหลือพื้นที่ และจะเริ่มออกมาเคลื่อนไหว อย่างอดีตพันธมิตร กปปส. ที่ไปร่วมกับจตุพร

อำนาจรัฐวันนี้ดูใหญ่โตมหาศาล แต่ก็อยู่ในภาวะปริ่มน้ำ พลาดอะไรสักอย่างอาจเป็นโดมิโน กระทบกันไปหมด