“ทรีนีตี้” คัด 5 กลุ่มน่าลงทุน รับซัมเมอร์ ชู P/E-P/BV ต่ำ เน้นเล่นยาว!

"ทรีนีตี้" คัด 5 กลุ่มน่าลงทุน รับซัมเมอร์ ชู P/E-P/BV ต่ำ เน้นเล่นยาว!

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนในช่วงไตรมาส 2/64 ว่า ทางทรีนีตี้ได้คัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุน โดยเป็นกลุ่มที่มี P/E Ratio ต่ำกว่า 15 เท่า และมีราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV Ratio) ต่ำกว่า 2 เท่า ซึ่งมีทั้งสิ้น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์, กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์, กลุ่มเกษตร, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มประกัน ซึ่งการวิเคราะห์ได้ย้อนกลับไปในอดีตที่ยังพบด้วยว่า หุ้นทั้ง 5 กลุ่มนี้นั้นยังมีพี/อีต่ำกว่า หรือใกล้เคียงค่าเฉลี่ยอีกด้วย จึงมองว่า หุ้นทั้ง 5 กลุ่มนี้สามารถเป็นหุ้นที่เหมาะกับการลงทุนในเดือน เม.ย.และต่อเนื่องได้ตลอดไตรมาส 2

“รายชื่อหุ้นที่น่าลงทุนใน 5 กลุ่มที่พิจารณาจากการเติบโตของกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/64 กับงวดเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ในส่วนของกลุ่มแบงก์แนะนำธนาคารเล็กคือ TISCO ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์แนะนำ AH ซึ่งแนวโน้มกำไรปีนี้เติบโตสูง กลุ่มเกษตร แนะนำ STA และ STGT ซึ่งสินค้ายางธรรมชาติและถุงมือยางของเรานั้นยังคงส่งออกได้ดี ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้างแนะนำ SCC ที่ได้ประโยชน์จากสเปรดปิโตรเคมีในระดับสูง ในขณะที่กลุ่มประกันภัยถือว่าเป็นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์ จากบอนด์ยีลด์อยู่ในภาวะที่ยังปรับตัวสูงขึ้น”

นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ทางทรีนีตี้คาดการณ์ว่าจะถูกนำเข้าคำนวณดัชนีสำคัญในช่วงถัดไป อย่างเช่นดัชนี MSCI ที่จะมีการทบทวนในเดือน พ.ค. ซึ่งในส่วนนี้คาดว่า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP จะเป็นตัวเก็งหลัก ในขณะที่ดัชนี SET50 ประจำงวดครึ่งปีหลังนั้น คาดว่าหุ้นที่จะถูกนำเข้าคำนวณคือ STGT, IRPC และ STA ซึ่งหากนักลงทุนต้องการเก็งกำไรในหุ้นที่คาดว่าจะถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีเหล่านี้ จังหวะที่เหมาะสมก็คือช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้าที่จะมีการประกาศ ซึ่งก็ตรงกับช่วงเวลานี้พอดี

นายณัฐชาต กล่าวถึงการลงทุนในช่วงเดือน เม.ย.ว่า ตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในภาวะที่อึดอัด การปรับตัวขึ้นอย่างสำคัญจะมีความยากจาก Valuation ที่อยู่ในระดับสูง ส่วนการปรับฐานรุนแรงก็ยังเกิดได้ยากจากสภาพคล่องทั้งภายในและภายนอกที่ยังคงเอ่อล้น ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์เดือน เม.ย.จึงแนะนำให้ Selective หุ้น ดังนี้คือ

1.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Reopening และมี Valuation ที่ถูก เช่น หุ้นน้ำมัน คือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กลุ่มโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH, บริษัท โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ จำกัด (มหาชน) หรือ IMH

2. กลุ่มส่งออกที่ได้ประโยชน์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและเงินบาทอ่อนค่า เช่นยานยนต์ ได้แก่ บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH และกลุ่มอาหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU

3. กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะรายได้กำไรออกมาดี เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้ารวมถึงอัตราปันผลเกิน 3% ขึ้นไป ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC

4. กลุ่มลุ้นเข้า MSCI ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

5. กลุ่มลุ้นเข้า SET50 ได้แก่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC, บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA