AIE บวก 4% โบรกฯ คาดปริมาณขายเพิ่ม ประเมินกำไรปี 64 โต 12-23%

AIE บวก 4% โบรกฯ คาดปริมาณขายเพิ่ม ประเมินกำไรปี 64 โต 12-23% ล่าสุดอยู่ที่ 2.12 บาท บวก 0.08 บาท หรือ 3.92% มูลค่าซื้อขาย 180.31 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท เอไอ เอนเนอร์จี จำกัด (มหาชน) หรือ AIE ล่าสุด ณ เวลา 10.43 น. อยู่ที่ 2.12 บาท บวก 0.08 บาท หรือ 3.92% สูงสุดที่ 2.16 บาท ต่ำสุดที่ 2.06 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 206.36 ล้านบาท

ทั้งนี้ บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ว่า AIE เป็นผู้ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล (90% ของรายได้) น้ำมันปาล์มโอเลอีน (5%) กลีเซอรีนบริสุทธิ์ (3%) และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากน้ำมันปาล์มดิบ โดยรายได้จากการขายน้ำมันไปโอดีเซล มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) ราคาขายน้ำมันไบโอดีเซล (B100) ซึ่งเป็นราคาส่วนลดจากราคาอ้างอิงจากรายสัปดาห์ของราคาประกาศของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ซึ่งราคาอ้างอิงจะแปรผันตามราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และ 2) ปริมาณขาย  โดยทั้งปริมาณและราคาขายจะขึ้นอยู่กับการประมูลสัญญาการจัดส่งน้ำมันไบโอดีเซลกับลูกค้า (ผู้ค้าน้ำมัน เช่น ปตท. เชฟรอน) ซึ่งในสัญญาจะระบุปริมาณขาย ระยะเวลา (ทั่วไป 3 – 12 เดือน) และราคาส่วนลดจากราคาอ้างอิง

สำหรับจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือนโยบายของภาครัฐที่เปลี่ยนน้ำมันดีเซลมาตรฐานจาก B7 เป็น B10 ในปี 2563  โดยบริษัทได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากเนื่องจาก 1) ปริมาณการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นราว 40% 2) demand/supply ของน้ำมันปาล์มดิบสมดุลขึ้น (เดิมผลผลิตปําล์มล้นตลําด) ทำให้คาดราคาน้ำมันปาล์มดิบจะไม่ปรับตัวลงแรง (ลดผลกระทบจาก stock loss) 3) บริษัทผลิตไบโอดีเซลมาตรฐานสำหรับใช้ใน B10อยู่แล้ว ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงกว่า B7 (ไม่ใช่ทุกเจ้าที่สามารถผลิตได้) ทำให้พลิกจากการเสียเปรียบในเรื่องต้นทุน (ผลิตมาตรฐาน B10 แพงกว่า) มาเป็นได้เปรียบ (ไม่ต้องเพิ่มต้นทุนกํารผลิต) 4) Market share เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผู้ผลิตเพียงไม่กี่เจ้าที่สามารถผลิตไบโอดีเซลสำหรับ B10ได้ ส่วนแบ่งในตลาดนี้จึงเพิ่มขึ้นเป็นราว 30%

ทั้งนี้จากนโยบายสนับสนุนน้ำมันดีเซล B10 ส่งผลให้ปริมาณขายในปี 2563 เพิ่มขึ้นสูงถึง 96% เมื่อเทียบจากปีก่อน รวมถึงราคาน้ำมันปาล์มดิบที่เพิ่มขึ้น (บริษัทได้ประโยชน์จาก stock gain) ยอดขายจึงโตสูง 176% เมื่อเทียบจากปีก่อน เป็น 5,519 ล้านบาท ทำให้ AIE พลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่ 489 ล้านบาท และเป็นกำไร new high ของบริษัท

อย่างไรก็ตามไม่มีตัวเลข consensus แต่เบื้องต้นประเมินกำไรปี 2564 ในกรอบ 550 – 600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12-23% เมื่อเทียบจากปีก่อน คิดเป็น EPS 0.088-0.096 บาท (ใช้ Fully diluted EPS โดยรวมหุ้นที่จะเพิ่มอีก 20% จากการใช้สิทธิ์ W2 ที่หมดอายุปี 66) จากปริมาณการขายที่คาดว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และ gross margin ที่สูงขึ้นจากการเพิ่มกำลังการผลิต (ได้รับประโยชน์จาก economy of scale) โดยระยะสั้นมองกำไรไตรมาส 1/64 โตเมื่อเทียบจากปีก่อน และแต่ลดลงเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน โดยราคา CPO ไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 37.76 บาท/กก. (เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบจากปีก่อน) เบื้องต้นมองสามารถ Trading ได้ในกรอบ 2.10-2.30 บาท อิง PER 24 เท่า ซึ่งมี premium จากคู่แข่งในอุตสาหกรรมอย่าง GGC ที่มี PER 20 เท่าเนื่องจากบริษัทอยู่ในช่วง turnaround