พาราสาวะถี

แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ประชาชนก็บ่นกันว่าเพื่ออะไร ไปแล้ว ล่าสุด  ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็ออกมาชี้แจงอีกว่า ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ที่สูงเกินหลักสองพันรายซึ่งวันเสาร์ที่ผ่านมาพุ่งไปเกือบแตะหลัก 3 พันรายนั้น เป็นยอดสะสมมาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ เวลานี้อยู่ในช่วงของการเก็บผู้ป่วยสะสม ซึ่งศบค.ได้ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการควบคุม โดยจะพิจารณาออกมาตรการขั้นต่อไปตามสถานการณ์การแพร่ระบาด

อรชุน

แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ประชาชนก็บ่นกันว่าเพื่ออะไร ไปแล้ว ล่าสุด  ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็ออกมาชี้แจงอีกว่า ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ที่สูงเกินหลักสองพันรายซึ่งวันเสาร์ที่ผ่านมาพุ่งไปเกือบแตะหลัก 3 พันรายนั้น เป็นยอดสะสมมาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ เวลานี้อยู่ในช่วงของการเก็บผู้ป่วยสะสม ซึ่งศบค.ได้ประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการควบคุม โดยจะพิจารณาออกมาตรการขั้นต่อไปตามสถานการณ์การแพร่ระบาด

คำถามก็คือ เมื่อรู้อยู่แล้วว่าการระบาดรอบนี้สายพันธุ์ของเชื้อเปลี่ยนแปลง แพร่กระจายได้เร็วแล้วทำไมทีมที่ปรึกษาหรือคณะรัฐมนตรี จึงไม่ยอมห้ามการเคลื่อนย้ายคนจำนวนมากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะอ้างเรื่องเศรษฐกิจถ้าพิจารณาจากผลของตัวเลขที่ตามมา และความเชื่อมั่นต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นคำตอบว่าไม่คุ้มกัน ตรงนี้น่าจะเป็นบทสรุปได้ว่า นี่คือความไร้วิสัยทัศน์ของคนที่เป็นผู้นำ หรือเชื่อฟังทีมที่ปรึกษามากเกินไปจนทำให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะอกสั่นขวัญหายอยู่ในเวลานี้

อย่างที่ นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะที่อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ แสดงความเห็น ตัวเลขที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันที่ท่านผู้นำอ้างว่ามาจากช่วงสงกรานต์ สะท้อนถึงความไม่มีทั้งวิสัยทัศน์ ไม่มีทั้งความสามารถในการบริหารจัดการ ถ้าผู้นำมีวิสัยทัศน์ ต้องไม่อนุญาตให้คนเดินทางกลับไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศเด็ดขาด เพราะรู้อยู่แล้ว และมีคนบอกว่าให้ระวัง แต่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็ไม่ได้ระวังจนเกิดเหตุการณ์วันนี้ขึ้นมา

ความจริงมีการเกิดระบาดในระลอก 3 มาแล้วก่อนที่คนจะเดินทางกลับต่างจังหวัด ด้วยความผิดพลาดของคนในรัฐบาลที่ไปทำให้เกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์รอบที่ 3 ความจริงตรงนี้หากผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่ปฏิเสธ ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะแม้แต่ วิษณุ เครืองาม มือกฎหมายข้างกายยังยอมรับก่อนหน้านี้ เหตุที่การแพร่ระบาดกระจายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะคลัสเตอร์รอบนี้เกิดจากคนมีเงินและประเภทวีวีไอพีทั้งหลาย ที่เดินทางไปทุกที่ซึ่งเป็นตัวแพร่เชื้ออย่างดี

ประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลต่อการรับมือวิกฤตในรอบนี้ก็คือ เตียงรองรับผู้ป่วยและการเตรียมการเรื่องวัคซีน ด้วยความที่เคยเป็นอธิบดีกรมการแพทย์มาก่อนนายแพทย์เรวัตย่อมมองเห็น นอกจากจะไม่วิจารณ์แล้ว ยังได้เสนอความเห็นที่น่าสนใจ ขณะนี้เตียงในโรงพยาบาลเต็ม ไอซียูก็เต็ม อาจจะยกเว้นโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ฉะนั้นทำให้อาจจะต้องพิจารณาเรื่องของการทำ Home Isolation เพื่อจะเตรียมเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก หรือผู้ป่วยที่ต้องการการช่วยชีวิตจริง ๆ

หากไม่ทำเช่นนี้ก็จะเห็นได้ว่า มีผู้ป่วยที่รอเตียงอยู่ที่บ้านตั้งแต่ไม่มีอาการ มีอาการ จนกระทั่งเสียชีวิตตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่หลายครั้ง เหตุการณ์นี้จะทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นเรื่อย ๆ จากที่มีผู้ป่วยที่รอเตียง 2 วัน จะกลายเป็น 5-7 วันได้เตียง หรือแม้กระทั่งไม่ทันได้เตียงก็เสียชีวิต ฉะนั้น การเตรียมเตียงต้องพูดให้ชัดเลยว่าทำอะไร ทำอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจทำ Home Isolation อาจจะจำเป็นถ้ากักตัวได้ สามารถมอนิเตอร์ได้ และสามารถรับเข้าโรงพยาบาลได้ทันทีเมื่อมีอาการ

ไม่แน่ใจว่า ในบรรดาที่ปรึกษาของผู้นำเผด็จการนั้นจะมีแนวคิดเช่นนี้หรือไม่ แต่ในมุมของนายแพทย์เรวัตนี่เป็นประเด็นแรกที่ควรจะแก้ปัญหา หากแก้ปัญหาเรื่องเตียงในโรงพยาบาลไม่ได้ ที่สำคัญที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อเซฟบุคลากรทางการแพทย์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน และเป็นการเซฟเตียง เซฟเตียงไอซียูเพื่อรับผู้ป่วยหนัก ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ หากมีจำนวนผู้ป่วย เท่ากับจะสูญเสียคนไปจากการต้องกักตัว และจะทำให้คนทำงานที่เหลือน้อยลงไปเรื่อย ๆ

ขณะที่เรื่องของวัคซีน ไม่ใช่แค่นายแพทย์เรวัตเท่านั้นที่มองแบบนี้ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็มีคำถามไม่ต่างกันที่พุ่งเป้าไปยังผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและรัฐบาล ทำไมเพิ่งจะขยับทั้งที่มีเวลาเตรียมการตั้งนาน ที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูดถึงสปุตนิก วี ไม่เคยพูดถึงไฟเซอร์-โมเดอร์นา แล้วจู่ ๆ ก็ออกมาพูดหลังจากที่ ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วูดซัม พูดผ่านคลับเฮาส์ว่ายินดีจะไปเจรจากับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียให้ และที่ท่านผู้นำคุยฟุ้งว่าได้หารือกับปูตินแล้ว ปุจฉาที่ตามมาคือแล้วจะได้เมื่อไหร่ ทันการณ์หรือไม่

วันนี้ประชาชนมองว่าต้องการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ฉะนั้นการที่แถลงว่าจะฉีดให้ได้ 50 ล้านคนภายในสิ้นปี ไม่ใช่เป็นปัญหาวันนี้ ปัญหาวันนี้คือ ต้องรีบนำเข้าวัคซีนมาให้เร็วที่สุด และบอกไปเลยว่าสปุตนิกจะมาภายในสัปดาห์หน้าหรือสองสัปดาห์ข้างหน้า จะฉีดให้ได้ภายในกี่วัน การบอกถือเป็นการตั้งเป้าเหมือนที่ญี่ปุ่นทำได้ ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจต้องทำเช่นนี้ ต้องบอกได้ว่าสปุตนิกจะมาได้ภายในเมื่อไหร่ และจะสามารถกระจายการฉีดได้ให้จบภายในเมื่อไหร่

เรื่องนี้ต้องมีความชัดเจน ทั้งสปุตนิกและไฟเซอร์ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ถึงขั้นกับประกาศผ่านบทสัมภาษณ์ก่อนจะหารือกับตัวแทนของบริษัทไฟเซอร์ว่า “จะให้กราบเขาเพื่อให้ส่งวัคซีนเร็วที่สุดก็จะทำ” แค่เท่านี้ก็เป็นการยอมรับสารภาพต่อความผิดพลาดในการเตรียมการเรื่องวัคซีนแล้ว ขณะที่ในทางการเมืองการอาจจะมีบางพรรคที่จะอาศัยสถานการณ์วิกฤตในครั้งนี้พลิกให้เป็นโอกาส เพื่อที่จะไม่ได้กลายเป็นพรรคสูญพันธุ์หรือแค่เหลือแค่หลับสิบต้น ๆ ในอนาคต

นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ เทพไท เสนพงศ์ ส่งเสียงดังฟังชัดไม่เข้าใจต่อสิ่งที่ผู้นำแถลงการณ์ ด้าน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ถึงขั้นบอกว่าทำไมจะด่ารัฐบาลไม่ได้ พร้อมชี้ความผิดพลาดในการเกิดระบาดรอบที่สาม พร้อมพูดให้คิดด้วยว่า หากซี้ซั้วโดยไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการ กลัวว่าเรากำลังชื่นชมในสิ่งที่เกิดความผิดพลาดอยู่หรือเปล่า หากเรากำลังชื่นชมในสิ่งเป็นความผิดพลาดมันจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ที่สำคัญเรารู้หรือยังว่าเราผิดพลาด คำถามเหล่านี้ประชาชนมีสิทธิที่ต้องถาม ซึ่งผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็น่าจะมองเห็นคำตอบอยู่เบื้องหน้าบ้าง