ดาวโจนส์ปิดร่วง 119 จุด ตลาดวิตกราคาน้ำมันดิ่ง-อังกฤษถอนตัวจาก EU

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (10 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตราคาพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบร่วงลงหลุดจากระดับ 50 ดอลลาร์/บาร์เรล รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการลงประชามติของชาวอังกฤษที่จะตัดสินใจว่าจะออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) หรือไม่ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิด (10 มิ.ย.) ที่ 17,865.34 จุด ร่วงลง 119.85 จุด หรือ -0.67%, ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 4,894.55 จุด ลดลง 64.07 จุด หรือ -1.29% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,096.07 จุด ลดลง 19.41 จุด หรือ -0.92% ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นทั้งสิ้น 0.3% ดัชนี S&P 500 ขยับลง 0.1% และดัชนี NASDAQ ร่วงลง 1%

ความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตราคาพลังงานเริ่มกลับมาเป็นปัจจัยลบที่ฉุดตลาดหุ้นนิวยอร์กอีกครั้ง หลังจากราคาน้ำมัน WTI ร่วงลง 3% สู่ระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์/บาร์เรลเมื่อคืนนี้ โดยมีสาเหตุมาจากรายงานของเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการแก่อุตสาหกรรมน้ำมัน ระบุว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น และการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ฉุดราคาน้ำมันร่วงลงด้วย

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ชาวอังกฤษอาจจะลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยอังกฤษจะจัดการลงประชามติในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ขณะที่ผู้นำอังกฤษและเยอรมนีต่างก็ออกมาย้ำเตือนชาวอังกฤษถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากแยกตัวออกจาก EU

นางอังเกรา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวย้ำเมื่อวานนี้ว่า ชาวอังกฤษควรลงประชามติสนับสนุนการรวมตัวกับ EU ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ โดยระบุว่า การที่อังกฤษยังคงอยู่ใน EU จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ขณะที่นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษเตือนว่า หากอังกฤษถอนตัวออกจาก EU จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงอยู่ราว 4,300 ปอนด์ (6,200 ดอลลาร์) และปัญหาการอพยพเข้าเมืองของคนต่างถิ่นซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่นั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้หากอังกฤษถอนตัวจากการเป็นสมาชิก EU

ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กร่วงลงเมื่อคืนนี้ด้วย โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 94.3 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 94.7 ในเดือนพ.ค. ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐมีตัวเลขขาดดุลงบประมาณ 5.25 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ค. ส่วนในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณปัจจุบัน สหรัฐมีการขาดดุลงบประมาณ 4.071 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับระดับ 3.668 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการ หลังจากราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงเมื่อคืนนี้ โดยหุ้นโคโนโคฟิลิปส์ และหุ้นอาปาเช่ คอร์ป ต่างก็ร่วงลงกว่า 4.1% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ร่วงลง 9% หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพร่วงลง โดยหุ้นเซลจีน คอร์ป ดิ่งลง 3% หุ้นจิเลียด ซายน์ และหุ้นไบโอเจน ต่างก็ร่วงลงกว่า 1.5% อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มสื่อสารดีดตัวขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากข่าวการเพิ่มจ่ายเงินปันผลของบริษัทรายใหญ่ โดยหุ้นเวริซอน คอมมูนิเคชันส์ พุ่งขึ้น 1.4% และหุ้นเอทีแอนด์ที ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี