น้ำมันดิบปิดร่วง หลังไนจีเรีย-แคนาดาเพิ่มกำลังผลิต

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (30 มิ.ย.) โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากข่าวไนจีเรียเพิ่มการผลิตน้ำมัน และแคนาดาเริ่มผลิตน้ำมันได้มากขึ้นหลังจากที่แหล่งผลิตน้ำมันภายในประเทศได้รับผลกระทบจากไฟป่าในช่วงก่อนหน้านี้

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค.ร่วงลง 1.55 ดอลลาร์ หรือ 3.1% ปิด (30 มิ.ย.) ที่ 48.33 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 93 เซนต์ หรือ 1.8% ปิดที่ 49.68 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงหลังจากมีรายงานว่า การผลิตน้ำมันในประเทศไนจีเรียปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่โกลด์แมน แซคส์เตือนว่า ผลผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในไนจีเรียจะกดดันราคาน้ำมันลงอีกในระยะใกล้นี้

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข่าวที่ว่า แคนาดาเริ่มผลิตน้ำมันได้มากขึ้น หลังจากที่แหล่งผลิตน้ำมันจากชั้นทรายในเมืองฟอร์ท แมคเมอร์เรย์ ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟป่า จนเป็นเหตุให้การผลิตน้ำมันราว 900,000 บาร์เรล – 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในพื้นที่ดังกล่าว ต้องหยุดชะงักลง

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า อิรักจะส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านบาร์เรลในเดือนหน้า และตั้งเป้าจะส่งออกน้ำมันจากสถานีตอนใต้ของประเทศสู่ระดับ 3.47 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมิ.ย. อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันนิวยอร์กได้รับปัจจัยบวกในระหว่างวัน จากรายงานที่บ่งชี้ว่าอุปทานน้ำมันในสหรัฐปรับตัวลดลง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 4.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 526.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้

ขณะที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) รายงานก่อนหน้านี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 3.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 2.4 ล้านบาร์เรล