
CGSI มองกรอบ SET วันนี้ 1,480-1,500 จุด ชูหุ้นเด่น DELTA-KBANK
CGSI มองดัชนี SET มีโอกาสทดสอบ 1,500 จุด รับอานิสงส์ปัจจัยบวกต่างประเทศและงบ บจ. สุดแกร่ง แนะจับตาเงินเฟ้อไทย ชู DELTA และ KBANK เป็นหุ้นเด่นหลังโชว์กำไรไตรมาส 1 โตทะลุเป้าหมาย
บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ประเมินกรอบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,480-1,500 จุด โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการปิดระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของดัชนี S&P500 และ Nasdaq ตลอดจนแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการที่ทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในวันนี้ ได้แก่ การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของไทยในช่วงเช้า และการประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับหุ้นแนะนำที่น่าสนใจ มีรายละเอียดผลประกอบการที่โดดเด่นดังนี้:
บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA
โดยบริษัทรายงานกำไรปกติในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 8.84 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำได้สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ถึง 9% ขณะที่ยอดขายอยู่ที่ 6.14 หมื่นล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ ในส่วนของอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ทำได้สูงกว่าสมมติฐานที่ประเมินไว้ 1.40% ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ขาย” และแนะนำให้ “Trading” หุ้น DELTA ตามทิศทางของดัชนี S&P500 และ NASDAQ โดยประเมินจุดทำกำไร (Take profit) ไว้ที่ 315.00 บาท และกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop loss) ที่ 306.00 บาท
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK
โดยบริษัททำกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 แตะระดับ 1.47 หมื่นล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 42.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประมาณการถึง 27% ส่งผลให้ฝ่ายวิเคราะห์ดำเนินการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 2569-2571 ขึ้น 3.4-8.7% หลังจากมีการปรับเพิ่มอัตราการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย พร้อมทั้งปรับลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลง โดยให้จุดทำกำไร (Take profit) สำหรับ KBANK ไว้ที่ 196.00 บาท และกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop loss) ที่ 192.00 บาท

