น้ำมันดิบปิดร่วงหลังสต็อกในสหรัฐฯลดลงน้อยกว่าคาด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (7 ก.ค.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ โดยข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนเริ่มกลับมาวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค.ร่วงลง 2.29 ดอลลาร์ หรือ 4.8% ปิด (7 ก.ค.) ที่ 45.14 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค.ร่วงลง 2.40 ดอลลาร์ หรือ 4.9% ปิดที่ 46.40 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงหลังจาก EIA เปิดเผยเมื่อช่วงค่ำวานนี้ตามเวลาไทยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 1 ก.ค. ปรับตัวลง 2.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงราว 2.5-2.6 ล้านบาร์เรล

ข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ตลาดได้รับแรงกดดันอยู่ก่อนแล้ว จากรายงานที่ว่า ไนจีเรียผลิตน้ำมันโดยเฉลี่ยในเดือนมิ.ย.ที่ระดับ 1.53 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 90,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนพ.ค. ขณะที่ซาอุดิอาระเบียผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น 70,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 10.33 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนที่ผ่านมา

มอร์แกน สแตนลีย์เปิดเผยว่า มีสัญญาณบ่งชี้ว่า ราคาน้ำมันอาจร่วงลงต่อไป จากภาวะอุปสงค์น้ำมันเบนซินที่ชะงักงัน และจากการที่รัสเซีย, แคนาดา และไนจีเรียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน นอกจากนี้ การที่องค์กรด้านน้ำมันของลิเบียสามารถบรรลุข้อตกลงในการรวมตัวกันได้ จะเป็นการปูทางให้ลิเบียสามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ส่วนในนอร์เวย์ แรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันได้บรรลุข้อตกลงในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ช่วยระงับการผละงานประท้วงในแหล่งผลิตน้ำมันของนอร์เวย์