
ธ.ก.ส. ย้ำไม่ขายหนี้ AMC ตั้งสำรองหนี้ 400% คุม NPL
ธ.ก.ส. ตอกย้ำบทบาท Policy Bank ควบคู่ดูแลฐานะการเงิน แม้ NPL สูงกว่าเป้าเล็กน้อย ด้วยการตั้งสำรองหนี้สูงกว่า 400% รองรับความเสี่ยง ยืนยันไม่ขายหนี้เพื่อรักษาที่ดินเกษตรกร เดินหน้าโครงการ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงิน 3 หมื่นล้านต่อปีระยะ 3 ปี ช่วยลดภาระเหลือ 3% หนุนปรับสู่เกษตรแม่นยำ ควบคู่ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและขยายสินเชื่อใหม่ 3 หมื่นล้านบาท
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ยังคงตอกย้ำบทบาท “Policy Bank” ควบคู่การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 6.8% สูงกว่าเป้าหมาย 5.23% เล็กน้อย จากความเปราะบางของภาคเกษตร อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงยืนยันนโยบายไม่ขายหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อปกป้องที่ดินทำกินของเกษตรกร
พร้อมใช้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้เป็นหลัก โดยมีการตั้งสำรองหนี้ในระดับสูงถึง 400% รองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติ สงคราม และความผันผวนของราคาพลังงาน
ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ธ.ก.ส. เดินหน้าลดต้นทุนการดำเนินงานผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาทิ ระบบ Loan Preparation System (LPS), หนังสือค้ำประกันดิจิทัล (Digital LG) และการจำหน่ายสลากออมทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเครือข่ายสาขา โดยควบรวมสาขาธุรกิจแล้ว 61 แห่ง เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ขณะที่ยังคงสาขาภารกิจไว้ครบทุกพื้นที่เพื่อดูแลเกษตรกรอย่างใกล้ชิด สำหรับปีบัญชี 2569/2570
ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 30,000 ล้านบาท แบ่งเป็นภาคเกษตร 15,000 ล้านบาท และนอกภาคเกษตร 15,000 ล้านบาท เพื่อกระจายแหล่งรายได้
ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส.เตรียมผลักดันโครงการ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงิน 30,000 ล้านบาทต่อปี ระยะเวลา 3 ปี เพื่อส่งเสริมเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) โดยรัฐและธนาคารร่วมรับภาระดอกเบี้ย ทำให้เกษตรกรจ่ายจริงเพียง 3% จากอัตราปกติราว 6.4–6.6% ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะ การใช้ปุ๋ยสั่งตัดตามผลวิเคราะห์ดิน การใช้เมล็ดพันธุ์รับรอง และการรักษาวินัยทางการเงินผ่านระบบหักบัญชีอัตโนมัติ
นอกจากนี้ รัฐยังเตรียมเข้ามาบริหารจัดการปัจจัยการผลิต โดยนำเข้าแม่ปุ๋ย NPK เพื่อควบคุมราคาและแก้ปัญหาขาดแคลน พร้อมกำกับคุณภาพผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากการดูแลฐานลูกค้าเดิม ธ.ก.ส. ยังมุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ผ่านโครงการ “เกษตรวิวัฒน์” เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจทำเกษตร โดยปรับเกณฑ์อายุผู้กู้เริ่มต้นลงมาอยู่ที่ประมาณ 40–45 ปี ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์รูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง

