
KTAM ผนึกบล.เคเคพี ไดม์ ปั้นกองน้องใหม่ลุย NASDAQ 100
บลจ.กรุงไทย (KTAM) ร่วมกับ บล.เคเคพี ไดม์ (Dime) ส่งกองทุนน้องใหม่ “KT-JEPQ” ลุยหุ้นดัชนี NASDAQ 100 เปิด IPO 1-8 ก.ย.นี้
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในดัชนี Nasdaq-100 ยังคงเป็นตัวหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สภาวะตลาดในบางช่วงเวลาอาจมีความก้ำกึ่ง ทรงตัว หรือปรับตัวขึ้นในระดับปานกลาง (Mild Bull Market) อาจทำให้การลงทุนในบางสินทรัพย์เกิดความเคลื่อนไหวในกรอบแคบและเติบโตได้ช้า
KTAM จึงเปิดเสนอขาย กองทุนเปิดเคแทม Nasdaq Equity Premium Income (KT-JPEQ) (ความเสี่ยงระดับ 6) โดยเปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 1 – 8 ก.ย.2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน KTAM Smart Trade และ Dime ของผู้สนับสนุนการขาย บริษัท หลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ จำกัด
กองทุน KT-JPEQ เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan ETFs (Ireland) ICAV – Nasdaq Equity Premium Income Active UCITS ETF (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ทั้งนี้ กองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่ม Nasdaq 100 พร้อมสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายสัญญาสิทธิซื้อหลักทรัพย์ และ/หรือการขายสัญญาสิทธิซื้อบนดัชนีหลักทรัพย์ (Covered Call Strategy)
ความโดดเด่นของกองทุนหลัก มาจากการบริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก J.P. Morgan Asset Management ที่มีการบริหารจัดการเชิงรุก (Active Strategy) ที่ผสานการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานร่วมกับเทคโนโลยี Data Science ในการคัดเลือกหุ้นผู้นำนวัตกรรมตัวท็อปประมาณ 60 – 90 บริษัทในดัชนี Nasdaq-100 พร้อมทั้งจัดพอร์ตการลงทุนในลักษณะเชิงป้องกัน (Defensive)
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พอร์ตมีความผันผวน (Volatility) ต่ำกว่าดัชนีตลาดโดยทั่วไปทั้งในสภาวะที่ตลาดทรงตัวและตลาดขาขึ้นปานกลาง (Sideways & Mild Bull Market) นอกจากนี้ กองทุนได้มีการลงทุนในออปชันที่มีอายุสั้นเพียง 1 เดือน จึงทำให้กองทุนลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยโลกในการถือครองตราสารหนี้ระยะยาว (ที่มา: J.P. Morgan Asset Management, ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 69 / กรอบการลงทุนและเป้าหมายการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนหลัก)
สำหรับกลไกการสร้างผลตอบแทนโดยรวม หรือ Total Return ของกองทุนหลักนี้ ถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 แหล่งรายรับสำคัญ ได้แก่ ผลตอบแทนสุทธิจากการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในพอร์ต รายได้จากเงินปันผลของบริษัทที่เข้าลงทุน (Dividends) และรายได้จากค่าเบี้ยประกันออปชัน (Options Premium) ผ่านกลยุทธ์การขายสัญญา Out-of-the-money Call Option บนดัชนี Nasdaq-100 อย่างมีวินัยในทุกสัปดาห์ (Weekly Options Rolling) ซึ่งโดยเฉลี่ยราคาใช้สิทธิจะสูงกว่าราคาตลาดประมาณ 2.5%
ทำให้กองทุนมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอด้วยการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto-redemption) สูงสุดไม่เกินปีละ 12 ครั้ง โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ทุกวันที่ 10 ของเดือน ในกรณีที่เป็นวันหยุด บริษัทฯ จะทำรายการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติให้ในวันทำการซื้อขายถัดไป
ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้กองทุนสร้างข้อได้เปรียบแกร่งในทุกสภาวะตลาด โดยในสภาวะตลาดทรงตัวหรือขาขึ้นปานกลาง รายรับจากค่าพรีเมียมและเงินปันผล จะถูกนำมาสะสมเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนสะสม ขณะเดียวกันในสภาวะตลาดขาลงหรือผันผวน กระแสรายได้จากค่าพรีเมียมออปชันและพอร์ตเชิงป้องกัน (Defensive) จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงและลดทอนผลกระทบขาลงให้แก่กองทุนในระยะยาว

