ธปท.–PIER เปิดผลวิจัยชี้ “รายได้น้อย” แบกเงินเฟ้อสูงกว่า 2.6%

ธปท. ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เปิดผลวิจัยชี้ครัวเรือนรายได้น้อยเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่ากลุ่มรายได้สูง 2.6% จาก 4 ปัจจัยซ้อนทับ เสนอปรับวิธีวัดเงินเฟ้อ เพิ่มมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจง และยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 พ.ย.69) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) จัดบรรยายสรุป PIER Research Brief ครั้งที่ 6/2569 หัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในวิกฤตค่าครองชีพ: เมื่อเงินเฟ้อของเราไม่เท่ากัน” โดยมีนายทศพล อภัยทาน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และนางสาวธนาพร ศรีคล้าย เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมบรรยาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเผชิญเงินเฟ้อเร่งตัวถึงสองระลอก ทั้งจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565 และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นเมื่อต้นปีนี้ แต่ภายใต้ตัวเลขเงินเฟ้อเดียวกัน ครัวเรือนแต่ละกลุ่มกลับเผชิญ “เงินเฟ้อคนละแบบ” โดยผลวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำในวิกฤตค่าครองชีพ: เมื่อเงินเฟ้อของเราไม่เท่ากัน จากการใช้ข้อมูลค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและข้อมูลราคาสินค้ารายการจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตค่าครองชีพครั้งเดียวกัน สร้างภาระต่อครัวเรือนที่แตกต่างกัน ครัวเรือนรายได้น้อยมักเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่า โดยพบว่าความเหลื่อมล้ำของเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัย 4 ชั้นที่ซ้อนทับกัน ได้แก่

ชั้นที่ 1 แพงกว่าที่ตะกร้า ค่าใช้จ่ายด้านอาหารกดดันค่าครองชีพครัวเรือนรายได้น้อย ครัวเรือนรายได้น้อยใช้จ่ายเงินสัดส่วนใหญ่ไปกับหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ราคาหมวดอาหารปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสินค้าหมวดอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์สื่อสารที่ราคาลดลงตามเทคโนโลยี ส่งผลให้คนรายได้น้อยเผชิญภาระเงินเฟ้อสูงกว่าในระยะยาว

ชั้นที่ 2 ปรากฏการณ์ Cheapflation ของยิ่งถูกเงินเฟ้อยิ่งเร่ง โดยในช่วงวิกฤต สินค้าเกรดทั่วไปหรือสินค้าราคาถูกมีอัตราการเร่งขึ้นของราคาพุ่งสูงกว่าสินค้าพรีเมียม เนื่องจากสินค้าราคาถูกมีอัตรากำไร (Margin) บาง ไม่สามารถดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังใช้วิธีลดและยกเลิกโปรโมชันในสินค้าทั่วไปลง ขณะที่สินค้าพรีเมียมแทบไม่ได้รับผลกระทบ สินค้าที่พบปรากฏการณ์นี้ชัดเจน ได้แก่ ไข่ นม เนื้อหมู เนื้อไก่ ข้าวกระสอบราคาถูก (เช่น ข้าวเสาไห้) รวมถึงของใช้ประจำวันอย่างสบู่ แชมพู ผงซักฟอก และน้ำยาล้างจาน เพิ่มภาระอีก 0.67%

ชั้นที่ 3 ปรากฏการณ์ Shrinkflation ราคาเท่าเดิม ได้ของน้อยลง โดยผู้ผลิตปรับขึ้นราคาทางอ้อมด้วยการลดปริมาณสินค้าแต่คงราคาเดิมไว้ ทำให้ราคาต่อหน่วยสูงขึ้นโดยผู้บริโภคไม่ทันสังเกต โดยประกอบด้วย 3 รูปแบบ Shrinkflation ลดปริมาณราคาเท่าเดิม Sharkflation ลดปริมาณพร้อมขึ้นราคา และ Unchanging Shrinkflation เพิ่มปริมาณพร้อมขึ้นราคา โดยเริ่มเห็นชัดเจนช่วงต้นปี 2566 เนื่องจากต้องใช้เวลาปรับสายการผลิต สินค้าราคาถูกโดนลดขนาดบ่อยกว่าสินค้าพรีเมียมถึง 2.5 เท่า (พบการลดขนาดเกือบ 10 ชิ้นในทุก 100 ชิ้นของสินค้าราคาถูก) โดยเฉพาะในกลุ่มแชมพู ครีมนวด ครีมบำรุงผิว ผงซักฟอก และนมผง เพิ่มภาระอีก 0.14%

ชั้นที่ 3 ปรากฏการณ์ Shrinkflation ราคาเท่าเดิม ได้ของน้อยลง โดยผู้ผลิตปรับขึ้นราคาทางอ้อมด้วยการลดปริมาณสินค้าแต่คงราคาเดิมไว้ ทำให้ราคาต่อหน่วยสูงขึ้นโดยผู้บริโภคไม่ทันสังเกต โดยประกอบด้วย 3 รูปแบบ Shrinkflation ลดปริมาณราคาเท่าเดิม Sharkflation ลดปริมาณพร้อมขึ้นราคา และ Unshrinkflation เพิ่มปริมาณพร้อมขึ้นราคา โดยเริ่มเห็นชัดเจนช่วงต้นปี 2566 เนื่องจากต้องใช้เวลาปรับสายการผลิต สินค้าราคาถูกโดนลดขนาดบ่อยกว่าสินค้าพรีเมียมถึง 2.5 เท่า (พบการลดขนาดเกือบ 10 ชิ้นในทุก 100 ชิ้นของสินค้าราคาถูก) โดยเฉพาะในกลุ่มแชมพู ครีมนวด ครีมบำรุงผิว ผงซักฟอก และนมผง เพิ่มภาระอีก 0.14%

ชั้นที่ 4 แพงกว่าเพราะกระเป๋าเบา กันชนบางปรับตัวได้น้อย คนมีรายได้น้อยมีข้อจำกัดในการซื้อสินค้าแพ็กใหญ่ ซึ่งการซื้อสินค้าแพ็กใหญ่ช่วยประหยัดราคาต่อหน่วยได้ราว 10% ทุก ๆ ขนาดแพ็กที่ใหญ่ขึ้น 2 เท่า แต่ครัวเรือนรายได้น้อยมีรายจ่ายสูงถึง 90% ของรายได้ (เหลือเงินออมเพียง 10%) จึงขาดสภาพคล่องและขาดพื้นที่จัดเก็บสินค้า ต่างจากกลุ่มรายได้สูงที่มีเงินออมสำรองถึง 40% การสูญเสียโอกาสประหยัดจากการซื้อแพ็กใหญ่คิดเป็นภาระส่วนต่างสูงถึง 1.31%

ทั้งนี้ เมื่อนำภาระทั้ง 4 ชั้นมารวมกัน พบว่าในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ ครัวเรือนรายได้น้อยต้องแบกรับอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าครัวเรือนทั่วไปหรือครัวเรือนรายได้สูงถึงประมาณ 2.6% ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักหน่วงต่อการดำรงชีวิต

สำหรับบทสรุปและนัยเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับความเหลื่อมล้ำ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การปรับปรุงการวัดตัวเลขเงินเฟ้อ นำข้อมูลที่มีความถี่สูงและรายละเอียดมากขึ้น เช่น ข้อมูลราคาออนไลน์ หรือ Scanner Data จากจุดชำระเงิน มาใช้วิเคราะห์ภาวะเงินเฟ้อของแต่ละกลุ่มรายได้ให้แม่นยำยิ่งขึ้น 2. มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Measures) เปลี่ยนจากการอุดหนุนถ้วนหน้าแบบกว้าง ๆ (เช่น การอุดหนุนราคาน้ำมัน) มาเป็นการช่วยเหลือที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มสินค้า เพื่อความคุ้มค่าและประหยัดงบประมาณแผ่นดิน 3. การคุ้มครองผู้บริโภค ส่งเสริมหรือบังคับใช้มาตรการแสดงราคาต่อหน่วย (Unit Pricing) บนป้ายสินค้าอย่างชัดเจน และแจ้งเตือนผู้บริโภคเมื่อมีการปรับลดขนาดสินค้า และ 4. การประสานนโยบายการเงินและการคลัง นโยบายการเงิน (แบงก์ชาติ) ควรตระหนักถึงมิติความเหลื่อมล้ำของเงินเฟ้อในการประเมินภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการคลังต้องเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลและเยียวยากลุ่มเปราะบางโดยตรง

Back to top button