
WHAUP กางแผน 5 ปี รุกธุรกิจไฟฟ้า รับดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าพลังงานสะอาด
WHAUP เดินหน้าปรับพอร์ตลงทุนระยะ 5 ปี เพิ่มน้ำหนักธุรกิจไฟฟ้า รับการขยายตัวของ Data Center และความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคอุตสาหกรรม เผยเตรียมพื้นที่รองรับโครงการใหม่ พร้อมจับตาความชัดเจน Direct PPA–TPA เปิดโอกาสขยายฐานลูกค้า ชูโซลาร์พ่วงแบตเตอรี่ (BESS) หนุนลูกค้าเพิ่มสัดส่วนใช้ไฟฟ้าสะอาดแตะ 40–60% พร้อมนำ AI ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนการลงทุนระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2569–2573 โดยมีแนวโน้มเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้ามากกว่าธุรกิจน้ำในระยะยาว เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดจากกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า

สำหรับงบลงทุนปี 2570 บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจน้ำและไฟฟ้า โดยในระยะแรกจะจัดสรรเงินลงทุนระหว่างสองธุรกิจในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ก่อนเพิ่มน้ำหนักในธุรกิจไฟฟ้า เนื่องจากการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนทั้งด้านพื้นที่ ก่อสร้าง และระบบโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน บริษัทมีโครงการพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ในแผนพัฒนากว่า 120 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของภาคอุตสาหกรรมและโอกาสจากนโยบายพลังงานภาครัฐ
สำหรับธุรกิจน้ำ นายอัครินทร์กล่าวว่า การขยายตัวของ Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการใช้น้ำอุตสาหกรรม เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวจำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบระบายความร้อน โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามสัญญาจำหน่ายน้ำรวมประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร สะท้อนโอกาสการเติบโตตามการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ทั้งนี้ WHAUP ตั้งเป้าปริมาณจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำในปี 2569 ที่ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแหล่งน้ำ เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำสูงกว่าธุรกิจทั่วไป

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าพัฒนาธุรกิจนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Reclamation) และน้ำมูลค่าเพิ่ม (Value-added Water) รวมถึงระบบผลิตน้ำคุณภาพสูงและน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) เพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของลูกค้าอุตสาหกรรม พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการด้านน้ำร่วมกับผู้ประกอบการ Data Center
บริษัทให้ความสำคัญกับการลดปริมาณการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในปี 2573 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการนำน้ำเสียจากกระบวนการผลิตกลับมาบำบัดและใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อลดการใช้น้ำดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในนิคมอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน WHAUP ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์มาใช้ประเมินคุณภาพน้ำเสียที่เข้าสู่กระบวนการบำบัด เนื่องจากน้ำเสียจากอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน โดยระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถปรับกระบวนการบำบัดได้อย่างเหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น
สำหรับการบริหารความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ EEC บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งน้ำและการบริหารระบบส่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการคาดการณ์ปริมาณน้ำในแต่ละช่วงเวลา โดยมองว่าหากเกิดสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง ภาคอุตสาหกรรมอาจพิจารณาเทคโนโลยีผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination) เป็นทางเลือกเพิ่มเติม แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าการใช้น้ำจากแหล่งปกติ
ด้านธุรกิจไฟฟ้า WHAUP ตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ลงนามแล้วรวม 1,124 เมกะวัตต์ในปี 2569 โดยเป็นพลังงานหมุนเวียน 596 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 53% ของกำลังผลิตตามสัญญาทั้งหมด พร้อมเดินหน้าขยายโครงการ Solar Rooftop, Floating Solar และพลังงานหมุนเวียนรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ทั้งพื้นที่หลังคาอาคารคลังสินค้า พื้นที่ว่างภายในกลุ่ม WHA และพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับพัฒนาโครงการใหม่ รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านระบบเชื่อมต่อไฟฟ้า เพื่อรองรับการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมและ Data Center
นายอัครินทร์กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างติดตามความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) การเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และหลักเกณฑ์การเปิดให้บุคคลที่สามใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third-Party Access หรือ TPA) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพลังงานสะอาดสามารถจำหน่ายไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้กว้างขวางมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนและการเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบใหม่ รวมถึงติดตามโอกาสจากโครงการไฟฟ้าชุมชน โดยมองว่าหากภาครัฐประกาศหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความคุ้มค่าและวางแผนลงทุนได้อย่างเหมาะสม
ผู้บริหารมองว่า การขยายตัวของ Data Center ในประเทศไทยถือเป็นโอกาสสำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรกำหนดทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน ทั้งจำนวนและขนาดการลงทุนที่เหมาะสม ตลอดจนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสอดคล้องกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม

สำหรับกรอบกำลังผลิตไฟฟ้าภายใต้นโยบาย Direct PPA ระดับประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ที่เคยมีการกล่าวถึง นายอัครินทร์มองว่าอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด หากรวมความต้องการจาก Data Center และอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากผู้ใช้ไฟฟ้าหลากหลายกลุ่มต่างต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพื่อรองรับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ความต้องการไฟฟ้าสะอาดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม Data Center แต่ยังครอบคลุมอุตสาหกรรมการผลิตและสถานพยาบาลที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นว่าภาครัฐควรพัฒนาหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าหลากหลายกลุ่มสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบซื้อขายไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงกลไกบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับลดการใช้ไฟฟ้าในบางช่วงเวลาและได้รับผลตอบแทนตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าในอนาคต
สำหรับความคืบหน้าโครงการพลังงานสะอาด WHAUP ได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้แก่ บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AAT ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างฟอร์ดและมาสด้า ภายในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง ผ่านโครงการ Solar Rooftop ขนาด 6 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และ Floating Solar ขนาด 8 เมกะวัตต์ ภายใต้รูปแบบ Direct Wire รวมกำลังผลิต 14 เมกะวัตต์
โครงการดังกล่าว WHAUP เป็นผู้ลงทุน พัฒนา และบริหารจัดการระบบทั้งหมด โดยสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงงาน AAT ได้ประมาณ 25% และเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดของ AAT ในระยะยาว
นายอัครินทร์ระบุว่า รูปแบบการให้บริการดังกล่าวช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตไฟฟ้าด้วยตนเอง ขณะที่ WHAUP รับผิดชอบทั้งการลงทุน การดำเนินงาน และการติดตามประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความต่อเนื่องของการจ่ายพลังงาน
นอกจากนี้ บริษัทนำ AI มาใช้ติดตามและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ รวมถึงตรวจจับสัญญาณความผิดปกติของอุปกรณ์และคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า ก่อนแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและแก้ไข เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบผลิตไฟฟ้า
การนำ AI มาใช้ยังช่วยให้ WHAUP สามารถบริหารจัดการโครงการผลิตไฟฟ้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มบุคลากรติดตามระบบในสัดส่วนเดียวกับจำนวนโครงการที่ขยายตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการบริหารต้นทุนในระยะยาว
สำหรับทิศทางเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในช่วง 4–5 ปีข้างหน้า บริษัทมองว่าระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS) จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนแบตเตอรี่มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้การจัดเก็บพลังงานและนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดดมีความคุ้มค่ามากขึ้น
ปัจจุบันลูกค้าบางส่วนเริ่มสนใจเพิ่มระยะเวลาการใช้พลังงานสะอาดจากประมาณ 4 ชั่วโมง เป็น 6–8 ชั่วโมง โดยนำระบบแบตเตอรี่เข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงาน ขณะเดียวกัน ยังมีลูกค้าที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากระดับประมาณ 20% ไปสู่ 40–60% อย่างไรก็ตาม การลงทุนแต่ละโครงการยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันได้

ส่วนเทคโนโลยีในระยะยาว บริษัทติดตามโอกาสจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor หรือ SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เนื่องจากการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 นายอัครินทร์กล่าวว่า แม้โดยปกติไตรมาส 4 จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล ซึ่งอาจทำให้ผลประกอบการไม่อยู่ในระดับสูงมากนัก แต่บริษัทมีปัจจัยสนับสนุนจากค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า (Capacity Charge) จึงคาดว่าภาพรวมผลประกอบการจะยังอยู่ในทิศทางที่ดีและเป็นไปตามเป้าหมาย
ส่วนเป้าหมายรายได้ปี 2570 บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ โดยจะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ด้านการแข่งขันในธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน ผู้บริหารมองว่าตลาดยังมีการแข่งขันสูง โดยผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและความสามารถในการพัฒนาโครงการจะมีความได้เปรียบมากขึ้น ขณะที่ WHAUP มุ่งสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และการให้บริการโซลูชันด้านน้ำและพลังงานแบบครบวงจร มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ในระดับกลุ่ม WHA ยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนภายใต้แนวคิด “กรีนต้องกินได้” โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจสีเขียวที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
กลุ่ม WHA กำหนดเป้าหมายภายในปี 2573 ในการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ ขยายปริมาณการบริหารจัดการน้ำที่นำกลับมาใช้ใหม่เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าในระบบให้บริการเป็น 10,000 คัน พร้อมศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เช่น SMR, Green Hydrogen และเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
นอกจากนี้ กลุ่ม WHA ยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งพัฒนาระบบจัดการของเสียจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน และการนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เลิกใช้งานแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สำหรับการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) กลุ่ม WHA ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวภายในนิคมอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดเป้าหมายไม่ให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2573 และสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2593
ทั้งนี้ กลุ่ม WHA ขยายพื้นที่ดำเนินโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศจาก 150 ไร่ ครอบคลุม 3 นิคมอุตสาหกรรมในปี 2568 เป็น 233 ไร่ ครอบคลุม 8 นิคมอุตสาหกรรมในปี 2569 โดยมีนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องสำคัญ
จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ WHA ESIE 2 พบพืช 89 ชนิด และนก 31 ชนิด ขณะที่ในปี 2568 กลุ่ม WHA ได้ปลูกต้นไม้มากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่รวม 69 ไร่ ใน WHA ESIE 2 และ WHA ESIE 3 พร้อมเดินหน้าขยายพื้นที่ฟื้นฟูเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
นายอัครินทร์กล่าวว่า การขยายตัวของ Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงความต้องการใช้พลังงานสะอาดและโอกาสจากนโยบายพลังงานภาครัฐ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของ WHAUP ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยบริษัทจะเดินหน้าพัฒนาธุรกิจน้ำและไฟฟ้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและสร้างการเติบโตในระยะยาว

