
“เอกนิติ” ดันนโยบายคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เตรียมชง ครม. เคาะเกณฑ์ 10 พ.ย.นี้
“เอกนิติ” ชง ครม. 10 พ.ย. เคาะนโยบายกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ แบ่ง 7 ระดับกำลังไฟฟ้า คุมมาตรฐาน 4 มิติ หนุนเป้า Net Zero ปี 93 พร้อมดึงผู้ประกอบการไทยเข้าห่วงโซ่อุปทาน AI โลก และเปิดทาง SMEs เข้าถึงพลังประมวลผล
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) เปิดเผยว่า บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เตรียมนำเสนอร่างนโยบายกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้
โดยดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย ซึ่งภาครัฐมีเป้าหมายชัดเจนว่าการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องไม่สร้างภาระต่อประชาชน และต้องสร้างมูลค่าเพิ่มรวมถึงเพิ่มขีดความสามารถที่เกิดขึ้นจริงแก่ประเทศ
ทั้งนี้ คำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์จะครอบคลุมอาคารหรือสถานที่ที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการให้บริการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลแก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทในเครือ ซึ่งมีเกณฑ์กำกับดูแลกิจการที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ (MW) ขึ้นไป
สำหรับการจัดระเบียบแบ่งหมวดหมู่ตามขนาดกำลังไฟฟ้าออกเป็น 7 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ขนาด 0–0.5 MW ระดับที่ 2 ขนาดมากกว่า 0.5–5 MW ระดับที่ 3 ขนาดมากกว่า 5–10 MW ระดับที่ 4 ขนาดมากกว่า 10–20 MW ระดับที่ 5 ขนาดมากกว่า 20–50 MW ระดับที่ 6 ขนาดมากกว่า 50–200 MW และระดับที่ 7 ขนาดมากกว่า 200 MW ขึ้นไป พร้อมกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำครอบคลุม 4 มิติ ทั้งด้านที่ตั้ง การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและน้ำ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจสังคม
สำหรับระบบการกำกับดูแลเพื่อสร้างธรรมาภิบาล ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพัฒนาระบบกระดานแสดงผลข้อมูล (Dashboard TH-DC) และจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (DC-OSS) เพื่อเป็นกลไกกลางในการขึ้นทะเบียน และรวบรวมข้อมูลการอนุมัติทั่วประเทศ
ด้านการพิจารณาอนุมัติโครงการใหม่ผ่านกลไกการนำเสนอแผนงาน จะมุ่งส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ AI ระดับโลก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงพลังการคำนวณอย่างเต็มประสิทธิภาพ

