
“ทิสโก้” ชี้ Biotech โลกโต รับนวัตกรรมยา-เทคโนโลยี AI หนุน
บลจ.ทิสโก้ มองธุรกิจ Healthcare และ Biotech ต่างประเทศยังมีโอกาสเติบโตสูง จากการพัฒนานวัตกรรมยาใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่ AI ช่วยเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนายา พร้อมแนะนำกองทุนเปิด ทิสโก้ ไบโอเทคโนโลยี เฮลธ์แคร์ (TBIOTECH) ลงทุนผ่าน Polar Capital Biotechnology ชู ผลงานบริหารกองทุนโดดเด่น ควบคุมความเสี่ยงช่วงตลาดขาลงได้ดี และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 15% ต่อปีนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Healthcare และ Biotechnology (Biotech) ในต่างประเทศยังมีความน่าสนใจ จากการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และเทคโนโลยีการผลิตยา ซึ่งมีการคิดค้นและนำยาใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากประเทศไทยที่การลงทุนในธุรกิจ Healthcare ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหลัก
ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะเริ่มมีผู้ประกอบการ Startup ด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Health Devices) เพิ่มขึ้น แต่ยังมีขนาดค่อนข้างจำกัด โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผ่านกลุ่ม Venture Capital (VC) หรือ Private Equity (PE) ซึ่งนักลงทุนทั่วไปยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง จนกว่าบริษัทจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่ธุรกิจ Startup ด้านการพัฒนายาในประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน
สำหรับตลาดสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์ เนื่องจากมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยธุรกิจนวัตกรรมมีลักษณะแตกต่างจากธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งภาครัฐไม่ได้เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงในลักษณะเดียวกัน
นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันยานวัตกรรมจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ในระยะยาวมีโอกาสปรับลดลงจากการเพิ่มกำลังการผลิต (Scale) และการพัฒนาโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนายาในแต่ละขั้นตอน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการพัฒนานวัตกรรมใหม่
นายสุพงศ์วร กล่าวว่า สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจดังกล่าว บลจ.ทิสโก้แนะนำกองทุนเปิด ทิสโก้ ไบโอเทคโนโลยี เฮลธ์แคร์ (TBIOTECH) ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งมานานแล้ว ไม่ใช่กองทุนเปิดใหม่ โดยมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Polar Capital Biotechnology ซึ่งมีจุดเด่นด้านการบริหารจัดการและผลการดำเนินงาน โดยกองทุนหลักมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ในแต่ละปี และการบริหารความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลงได้ดี
โดยในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงประมาณ 20% กองทุนสามารถจำกัดการปรับตัวลดลงของมูลค่าลงทุนไว้ที่ประมาณ 7-8% เท่านั้น นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนยังเป็นทีมบริหารที่ดูแลกองทุนมาตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง และได้รับการจัดอันดับ Morningstar ระดับ 5 ดาว
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือ การที่กองทุนหลักปิดรับนักลงทุนรายใหม่ เพื่อควบคุมขนาดกองทุนไม่ให้ใหญ่เกินไป แต่ยังคงเปิดโอกาสให้ บลจ.ทิสโก้ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเดิม สามารถเข้าลงทุนได้ ทำให้ บลจ.ทิสโก้เป็นบริษัทจัดการลงทุนแห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถนำเสนอกองทุนดังกล่าวให้กับนักลงทุนไทยได้ โดยปัจจุบันกองทุนมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ในส่วนของทิสโก้ประมาณ 700 กว่าล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงาน กองทุน TISCO BIOTECH ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน โดยไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล เนื่องจากบริษัทในกลุ่ม Biotech ส่วนใหญ่มักนำกำไรกลับไปลงทุนต่อยอดด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ มากกว่าการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น จึงเหมาะกับแนวทางการลงทุนที่เน้นการเติบโตและการถือครองในระยะยาว
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน กองทุนให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าดัชนีอ้างอิง (Overweight) ในกลุ่มบริษัทที่อยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทดลองทางคลินิก (Clinical Development) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง หากสามารถพัฒนายาและได้รับการอนุมัติให้ออกสู่ตลาดได้สำเร็จ ขณะที่ลดน้ำหนักการลงทุน ในกลุ่มบริษัทที่มีแหล่งรายได้หลากหลาย
ทั้งนี้ การลงทุนในธุรกิจ Biotech ยังมีความเสี่ยงจากผลการทดลองยา การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และความสำเร็จในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

