KKP ผนึก Capital Group ปั้นพอร์ตเกษียณ ตั้งเป้า AUM 3 หมื่นล.ใน 3 ปี

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเกมรุกตลาดวางแผนเกษียณ รับสังคมสูงวัย เปิดตัว KKP Ready Retire และ KKP Retirement Income ชู แนวคิด Set and Forget ปรับพอร์ตอัตโนมัติ พร้อมเปลี่ยนเงินก้อนเป็นกระแสเงินสดหลังเกษียณ ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารร่วมกับ Capital Group แตะ 3 หมื่นล้านบาทใน 3 ปี


ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการเกษียณอายุจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึง 24% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ระดับรายได้ต่อหัวยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนภาวะ “แก่ก่อนรวย” ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ระบบสวัสดิการภาครัฐยังมีข้อจำกัดในการรองรับสังคมสูงวัย โดยแรงงานไทยกว่า 54% ยังอยู่นอกระบบประกันสังคม ส่วนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เพียงประมาณ 7% เท่านั้น ทำให้การพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ

นอกจากนี้ คนไทยประมาณ 86% ยังไม่มีแผนการออมเพื่อเกษียณหรือไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ ขณะที่เงินออมกว่า 80% กระจุกตัวอยู่ในเงินฝากและสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งพารายได้จากลูกหลานหรือทำงานต่อหลังอายุ 60 ปี

ทั้งนี้ KKP จึงเดินหน้าพัฒนา Retirement Solution เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถวางแผนการเงินระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ ผ่านการเปิดตัวกองทุน KKP Ready Retire และ KKP Retirement Income โดยนำแนวคิด “Set and Forget” มาใช้ในการบริหารพอร์ต นักลงทุนเพียงกำหนดเป้าหมายปีเกษียณ จากนั้นระบบจะปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมตามช่วงอายุและระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณ พร้อมต่อยอดไปสู่การสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอหลังเกษียณ เปรียบเสมือนการมีเงินเดือนอีกก้อนหนึ่งไว้ใช้ตลอดชีวิต

ด้านนายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS กล่าวว่า KKP ได้ร่วมมือกับ Capital Group ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน Target Date Fund และการบริหารเงินลงทุนเพื่อการเกษียณในสหรัฐฯ เพื่อร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวให้เหมาะสมกับบริบทของนักลงทุนไทย โดยตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ร่วมกับพันธมิตรแตะ 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีจากนี้

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของ Retirement Solution คือการปรับแนวคิดการลงทุนจาก Investment-Centric ที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนและความผันผวนของตลาดในระยะสั้น มาเป็น Goal-Centric ซึ่งมุ่งเน้นเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะจำนวนเงินที่ต้องการมีไว้ใช้หลังเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี

“ปัญหาสำคัญของการออมเพื่อเกษียณคือการผัดวันประกันพรุ่ง รวมถึงพฤติกรรมการเพิ่มค่าใช้จ่ายตามรายได้ที่สูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถสะสมเงินออมได้อย่างต่อเนื่อง KKP จึงมุ่งสร้างวินัยการลงทุนระยะยาว โดยประเมินผลตอบแทนเป้าหมายในระยะยาวประมาณ 6-7% ต่อปี ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ตื่นตระหนกขายสินทรัพย์ในช่วงตลาดผันผวน” นายณฤทธิ์ กล่าว

นายณฤทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลิตภัณฑ์ก่อนเกษียณ (Pre-Retirement) จะเน้นกองทุนประเภท Target Date Fund เช่น KKP Target Date 2035 และ KKP Target Date 2045 ซึ่งเป็นกองทุนรวมเปิดที่ซื้อขายได้ตามปกติ ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทำงานและผู้ที่ต้องการทยอยลงทุนแบบ DCA โดยกองทุนจะปรับสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนอัตโนมัติ (Glide Path) ลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงลงเมื่อเข้าใกล้ปีเกษียณ

จุดเด่นคือเมื่อถึงปีเป้าหมายการเกษียณ กองทุนจะเปลี่ยนไปยังกองทุนหลังเกษียณ KKP Life Long Income โดยอัตโนมัติ ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องขายคืนหน่วยลงทุนด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบพอร์ตให้เหมาะสมกับคนไทย โดยคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อในประเทศและการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ร่วมกับทีม CIO ของ Capital Group

ส่วนผลิตภัณฑ์หลังเกษียณ (Post-Retirement) แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ KKP Life Long Income ที่มุ่งสร้างกระแสเงินสดประมาณ 3.5-4.5% ต่อปี โดยเน้นรักษามูลค่าเงินต้นและการเติบโตให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ เพื่อให้สามารถส่งต่อเป็นมรดกแก่ลูกหลานได้ และ KKP Advance Income ซึ่งมุ่งสร้างกระแสเงินสดในระดับสูงกว่า ประมาณ 5% กว่าๆ ถึง 7% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นวางแผนเกษียณค่อนข้างช้า โดยมีการทยอยใช้เงินต้นร่วมด้วย

นายณฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาการเกษียณของไทยมีความท้าทายมากขึ้นจากข้อจำกัดของระบบสวัสดิการ โดยแรงงานที่อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเพียงประมาณ 3.1 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมดราว 50 ล้านคน ขณะที่เงินชดเชยจากประกันสังคมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,000-7,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในอนาคต

ดังนั้น ประชาชนจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางการเงินด้วยตนเอง ผ่านการออม การลงทุน และการทำประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพและอุบัติเหตุควบคู่กัน
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ประเมินว่ามีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.5% บวกลบ ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยมีข้อจำกัดจากโครงสร้างประชากรที่หดตัว สังคมสูงวัย ความสามารถในการแข่งขัน และการชะลอตัวของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ และท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสำคัญของโลก และมีอัตราการเติบโตเกือบ 20% แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ดังนั้น การลงทุนระยะยาวควรให้ความสำคัญกับการกระจายสินทรัพย์ไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการลงทุนในระยะยาว 20 ปี พร้อมพัฒนากลยุทธ์จัดสรรสินทรัพย์ให้ลงลึกถึงองค์ประกอบของสินทรัพย์แต่ละประเภท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตและสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง

สำหรับผู้สนใจวางแผนเกษียณ สามารถคำนวณเป้าหมายเงินออมและจำนวนเงินลงทุนที่เหมาะสมผ่านแอปพลิเคชัน KKP Better โดยผู้ที่มีเงินลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับบริการคำแนะนำและดูแลพอร์ตการลงทุนแบบส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญของ KKP

Back to top button