KKP ผ่าผลเลือกตั้งสหรัฐฯ จับตาทรัมป์ติดล็อกสภา! หวั่นทุนไหลออก

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจจำกัดอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามการค้าและปัญหาหนี้สาธารณะ กดดันตลาดทุนโลก ขณะที่ดอกเบี้ยสูงสวนทางเศรษฐกิจชะลอตัว เสี่ยงฉุดเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย แนะปรับพอร์ตเน้นหุ้น Defensive พื้นฐานแกร่ง ชูแบงก์-การแพทย์-อาหาร รับมือความผันผวน


ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านการเมือง นโยบายการค้า และปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอมและทิศทางการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นปัจจัยเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้แล้วว่าพรรครีพับลิกันมีโอกาสสูญเสียการควบคุมสภาผู้แทนราษฎร แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไป คือ ข้อจำกัดในการใช้อำนาจทางการเมืองของทรัมป์ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีหลังของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาคองเกรสอย่างเต็มที่เหมือนช่วง 2 ปีแรกที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสภาบนและสภาล่าง ทำให้สามารถผลักดันกฎหมายสำคัญ ทั้งมาตรการลดภาษีภายใต้ One Big Beautiful Bill และนโยบายสงครามการค้าได้

ทั้งนี้ หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง ทรัมป์จะมีข้อจำกัดด้านอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) ในการผลักดันกฎหมายขนาดใหญ่ และต้องพึ่งพาอำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องจับตาความเสี่ยง Government Shutdown และปัญหาเพดานหนี้สาธารณะ ที่อาจกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากการผ่านงบประมาณและการเจรจาทางการคลังจะทำได้ยากขึ้น

ส่วนการใช้กำลังทหารในปฏิบัติการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการส่งกำลังภาคพื้นดิน ก็มีข้อจำกัด เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หากพรรครีพับลิกันแพ้ทั้งสภาบนและสภาล่าง ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี ขณะที่กรณีพรรครีพับลิกันสามารถกวาดชัยชนะทั้งสองสภา จะถือเป็นผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายของตลาดอย่างมาก

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางนโยบายของทรัมป์ คาดว่าสหรัฐฯ จะเร่งดำเนินการในเรื่องที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบอำนาจฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการเร่งปิดข้อตกลงการค้า Agreement on Reciprocal Trade (ART) ให้แล้วเสร็จ รวมถึงหันไปให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลในประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการออกกฎหมายใหม่ เช่น AI พลังงาน สิ่งแวดล้อม และ Bitcoin ขณะที่การดำเนินมาตรการทางการค้ายังสามารถใช้กลไกของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และมาตรา 301 เป็นเครื่องมือในการกดดันคู่ค้าได้ต่อไป

ดังนั้น แม้ทรัมป์จะมีข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะลดความเข้มข้นลงทั้งหมด
ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป พบว่าความเสี่ยงด้านการคลังเริ่มเปลี่ยนจากประเทศขนาดเล็กไปสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฝรั่งเศสและอิตาลี แตกต่างจากวิกฤตในอดีตที่ปัญหาหนี้สาธารณะกระจุกตัวอยู่ในประเทศอย่างกรีซ ซึ่งปัจจุบันสถานะการคลังเริ่มปรับตัวดีขึ้นและสามารถเกินดุลงบประมาณได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาของฝรั่งเศสและอิตาลีมีความซับซ้อนมากกว่า เพราะไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่มีรากฐานจากความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเพิ่มงบประมาณเพื่อยกระดับบริการสาธารณะ

ขณะที่นักลงทุนในตลาดพันธบัตรกลับต้องการให้รัฐบาลควบคุมรายจ่ายและลดภาระหนี้ เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้ (Default) และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังไม่ได้ปรับลดอันดับเครดิตของฝรั่งเศสในระดับที่สะท้อนวิกฤตผิดนัดชำระหนี้ แต่ความกังวลของนักลงทุนอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มภาระดอกเบี้ยของภาครัฐและกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก มองว่าการที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อตลาดหุ้น เนื่องจากโดยปกติตลาดหุ้นต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัวควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนและเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าลง ขณะที่ต้นทุนทางการเงินยังสูง นักลงทุนจึงมีแนวโน้มลดความเสี่ยงและปรับพอร์ตการลงทุน (Deleveraging) ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้น รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Capital Flow) ที่จะไหลเข้าสู่ประเทศไทยและตลาดทุนทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยสถานการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดหุ้นไทย แม้จะไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียวก็ตาม

ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจไทย KKP ประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีนี้จะขยายตัวประมาณ 2.5% โดยภาพรวมยังเป็นการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงและมีลักษณะ K-Shaped Recovery กล่าวคือ บางภาคธุรกิจสามารถเติบโตได้ดี ขณะที่อีกหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่อยู่ในขาขึ้น ได้แก่ ภาคการส่งออก ซึ่งมีอัตราการเติบโตประมาณ 18% รวมถึงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของธุรกิจเทคโนโลยีและ AI โดยเฉพาะการลงทุนด้าน AI Capital Expenditure (AI CapEx) ที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนในบางภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์เต็มที่ เนื่องจากภาคการผลิตและการลงทุนเหล่านี้มีสัดส่วนการใช้สินค้านำเข้า (Import Content) ค่อนข้างสูง ทำให้เมื่อการส่งออกเติบโต การนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันการนำเข้ามีแนวโน้มขยายตัวเร็วกว่าการส่งออก จนเริ่มส่งผลให้ดุลการค้ากลับมาขาดดุล สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้ในสัดส่วนเดียวกัน

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในขาลงยังมีหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า ภาคก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเติบโต ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มธุรกิจค่อนข้างชัดเจน นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือการบริโภคภายในประเทศที่เริ่มขยายตัวช้าลง เนื่องจากการบริโภคเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงกับรายได้และกำลังซื้อของประชาชน หากการบริโภคยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ก็จะกลายเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่มีความมั่นคงและสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดี โดยให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม Defensive และธุรกิจหลักที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง (Bread & Butter) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความจำเป็นและยังสามารถสร้างรายได้ได้แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Ratio) ค่อนข้างดี ทำให้มีความแข็งแกร่งและมีความปลอดภัยในเชิงเงินกองทุน กลุ่มการแพทย์ (Healthcare) ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวจากความต้องการบริการด้านสุขภาพ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐานของประชาชนและยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ การลงทุนในระยะนี้จึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายกลุ่มและพื้นฐานธุรกิจ มากกว่าการคาดหวังการปรับขึ้นของตลาดโดยรวม ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและกระแสเงินทุนที่ยังมีความผันผวน

Back to top button