PTTGC จ่อปิดดีลซื้อ “Allnex” ปลายปีนี้ หนุนรายได้ปี 65 โตกว่า 10%

PTTGC คาดปิดดีลซื้อ “Allnex” ปลายปี 64 ชู IRR ราว 13-15% หนุนรายได้ปี 65 พุ่งกว่า 10% ยังเดินหน้าหาโอกาสลงทุนธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงเพิ่มเติม เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจระยะยาว


นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวว่า บริษัทคาดในปี 2565 รายได้จะเติบโตมากกว่า 10% และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) จะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2% ภายหลังจากปิดดีลซื้อหุ้น Allnex Holding GmbH (Allnex) ด้วยมูลค่า 3.6 พันล้านยูโรในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะบันทึกงบการดำเนินงานของ Allnex เข้ามาได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

“ด้วยรายได้ของ Allnex ที่ประมาณ 2,133 ล้านยูโรต่อปี คาดว่าจะช่วยหนุนรายได้รวมของ PTTGC ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 10% และ EBITDA Margin ของ Allnex อยู่ที่ราว 17-19% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 400 ล้านยูโร จะหนุนให้ EBITDA Margin ของ PTTGC ปรับตัวสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 2% จากเดิมที่อยู่ราว 8-9%” นายคงกระพัน กล่าว

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวนอกเหนือจากจะสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมกันและกันของทั้ง 2 บริษัท โดย PTTGC  จะช่วยให้ Allnex เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน สามารถขยายตลาดเข้ามาในเอเชียได้มากขึ้น และยังช่วยสนับสนุนวัตถุดิบให้แก่ Allnex ขณะเดียวกัน Allnex จะช่วยให้ PTTGC สามารถเข้าสู่เทคโนโลยีของ Specialty Chemical ได้ และเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Composite Coating รวมถึง R&D ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง

สำหรับ Allnex ถือเป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์ Coating Resins allnex ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มสารเคลือบและสารเติมแต่งสำหรับใช้กับวัสดุทุกประเภท เช่น ไม้ เหล็ก พลาสติก เป็นต้น รวมถึงเป็นผู้นำในการนำเสนอโซลูชั่นการพัฒนาแอพพลิเคชันการเคลือบต่างๆ

โดย Allnex มีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านยูโร หรือ 74,167.2 ล้านบาท (ที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.08 บาท ต่อ 1 ยูโร) โดยมี EBITDA Margin อยู่ที่ 17-19% และยังมีเครือข่ายโรงงานการผลิตที่ทันสมัย 33 แห่งใน 18 ประเทศ ศูนย์การวิจัยและเทคโนโลยีอีก 23 แห่ง มีพนักงานประมาณ 4,000 คนทั่วโลก ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน allnex จึงเป็นผู้นำกว่า 70 ปี ในการผลิตและพัฒนานวัตกรรม Coating Resin สามารถใช้กับเทคโนโลยีการเคลือบที่หลากหลายและครอบคลุมการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เหล็ก ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจ Coating Resins ถึง 10% หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ของกลยุทธ์การเติบโต Allnex ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ มุ่งเน้นในเรื่องของ green Technology, ขยายไปสู่ตลาดที่มีการเจริญเติบโต เช่น จีน หรือตลาดเกิดใหม่ต่างๆ และอยู่ระหว่างการทำ Optimization Programs ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Allnex ดีขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ PTTGC ที่ประกอบด้วย กลยุทธ์ Step Out ลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและการแสวงหาโอกาสเพื่อสร้างการเติบโตในต่างประเทศ, กลยุทธ์ Step Up ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนด้วยการสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) GC และกลยุทธ์ Step Change ทำบ้านให้แข็งแรง

“บริษัทมองว่ามูลค่าซื้อหุ้น 3.6 พันล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10 เท่าของ EBITDA ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยยังต่ำกว่าดีล M&A ของธุรกิจอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันที่อยู่ระดับ 12-13 เท่าของ EBITDA และคาดว่าการลงทุนในครั้งนี้จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ประมาณ 13-15% ต่อปี” นายคงกระพัน กล่าว

ขณะที่แหล่งเงินลงทุนในครั้งนี้ บริษัทมีเงินสดในมือจำนวนมากกว่า 1 แสนล้านบาท รวมทั้งมีเงินจากการขายหุ้น บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ราว 23,000 ล้านบาท และวงเงินทางการค้าที่จะขยายอายุการชำระวัตถุดิบราว 32,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 155,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการใช้จ่าย

นอกจากนี้ บริษัทยังมีเงินที่ได้จากการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้ รวมทั้ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ก็ได้ให้การสนับสนุนอีก 74,000 ล้านบาท และได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากธนาคารพาณิชย์ ในวงเงินรวม 15,000 ล้านบาท โดยบริษัทยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน และด้วยผลการดำเนินงานที่ดีของ PTTGC เอง และ Allnex ก็ยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อความสามารถในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ แม้ว่าภายหลังจากการลงทุนในครั้งนี้จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทจะขยับขึ้นเป็น 0.6-0.7 เท่า จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 0.3 เท่า

โดยบริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อซื้อกิจการ (M&A) เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งจะเน้นในส่วนของธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงหรือ High Value Business (HVB) หลังบริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนธุรกิจ HVB เป็น 25% ในปี 2573 โดยภายหลังจากการซื้อกิจการ Allnex คาดว่าสัดส่วนธุรกิจ HVB จะเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 20% จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 10%

ส่วนภาพรวมธุรกิจของ PTTGC ในช่วงไตรมาส 2/64 น่าจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากบางผลิตภัณฑ์ก็มีการเติบโตอย่าต่อเนื่อง ขณะที่บางผลิตภัณฑ์ก็ชะลอการเติบโต ด้านแนวโน้มในครึ่งหลังของปี 2564 ก็เช่นเดียวกัน แต่บริษัทยังคงเป้าหมายปริมาณการขายไว้ที่ 8-10% ตามเดิม

 

Back to top button