LH มั่นใจ “แนวราบ-คอนโดฯ” หนุนรายได้ปี 64 แตะ 3 หมื่นลบ.

LH มั่นใจยอดขาย “โครงการแนวราบ-คอนโดมิเนียม” หนุนรายได้ปี 64 แตะ 3 หมื่นลบ.


นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยที่ลากยาวมาต่อเนื่องยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทในครึ่งปีหลังอยู่บ้าง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและศูนย์การค้าที่ได้รับผลกระทบจากการมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งยังจะได้รับแรงกดดันตลอดทั้งไตรมาส 3/2564

โดยบริษัทคาดหวังว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลงอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/2564 ซึ่งจะทำให้กิจกรรมต่าง ๆ กลับมาเป็นปกติ และสามารถเปิดประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมและศูนย์การค้าที่อิงกับธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาสร้างรายได้เสริมให้กับบริษัทได้ แม้ว่าจะมีสัดส่วนรายได้เพียงราว 3-5% ของรายได้รวม

ขณะที่ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าในสหรัฐฯ ยังคงมีอัตราการเช่าในระดับสูง จากการที่เน้นกลุ่มผู้เช่าคนทำงานในบริษัทเทคโนโลยี ทำให้ยังมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สถานการณืโควิดยังส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดศูนย์การค้า Terminal 21 พระราม 3 ทำให้อาจจะต้องเลื่อนกำหนดเปิดให้บริการไปเป็นต้นปี 2565 จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดได้ในไตรมาส 4/2564 ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการปิดแคมป์คนงาน 1 เดือน ทำให้การก่อสร้างต้องล่าช้าออกไป แต่บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนโครงการโรงแรมแห่งใหม่ตามแผน 3-4 โครงการ ในทำเลสุรวงศ์ ราชดำริ และลุมพินี และพัทยา 2 ซึ่งจะทยอยเปิดไปจนถึงปี 2567

สำหรับธุรกิจการขายที่อยู่อาศัยของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังมองว่าโครงการแนวราบยังมีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยที่ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทวางแผนเปิดโครงการแนวราบอีก 8 โครงการ มูลค่าราว 5-6 พันล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาทนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดในช่วงไตรมาส 4/2564 โดยในปีนี้บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 12 โครงการ มูลค่ารวม 2.06 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทยังมั่นใจว่าจะทำยอดขายในปี 2564 ได้ตามเป้า 2.8 หมื่นล้านบาท หลังจากช่วงครึ่งแรกทำยอดขายได้แล้ว 50% ของเป้าหมายทั้งปี โดยมาจากการขายโครงการแนวราบที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ซึ่งมองว่าความต้เองการซื้อแนวราบยังมีอยู่มาก จากพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยของลูกค้าที่เปลี่ยนไป จากการที่ต้องมีการทำงานที่บ้านมากขึ้น และต้องการที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ทำให้ทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวยังได้รับความสนใจซื้ออยู่มาก

ส่วนรายได้ก็ยังมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ยังมาจากการโอนโครงการแนวราบที่สร้างรายได้เข้ามาต่อเนื่อง และยังมีการทยอยโอนโครงการคอนโดมิเนียมเข้ามาเสริมในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยจะทยอยโอนโครงการ The Key เพชรเกษม 48 และคอนโดมิเนียมอื่นๆ เข้ามาต่อเนื่อง ราว 4-5 พันล้านบาท ขณะที่บริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ทั้งหมด 7-8 พันล้านบาท

Back to top button