OSP กำไร Q3 หด 37% เหลือ 580 ลบ. หลังยอดขายเครื่องดื่มลดลง

OSP กำไรไตรมาส 3 หด 37% เหลือ 580 ลบ. หลังยอดขายเครื่องดื่มในและต่างประเทศลดลง เหตุเจอมาตรการล็อกดาวน์จากโควิด-19 ระบาด และกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน


บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2564 ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 580.20 ล้านบาท ลดลง 37.16% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 923.34 ล้านบาท

สืบเนื่องจากรายงานรายได้รวม 6,182 ล้านบาท ลดลง 7.40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 6,677 ล้านบาท เหตุจากทั้งผลกระทบของการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในการแปลงค่างบการเงิน ทำให้รายได้จากการขายอยู่ที่ 6,121 ล้านบาท ลดลง 7.30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 6,601 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังจากการทยอยเปิดเมือง

ขณะเดียวกันรายได้รวมจากการขายของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม 5,220 ล้นบาท ลดลง 7.60% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ในต่างประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 16.40% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนกลยุทธ์ด้านการขายและกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพแม้ได้รับผลกระทบ เชิงลบจากปัจจัยภายนอกอย่างการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ การปิดด่านชายแดนและสถานการณ์ ความท้าทายในเมียนมาร์ ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

โดยรายได้การขายเครื่องดื่มในประเทศลดลง 11.10% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหดตัวน้อยกว่าภาพรวมตลาด โดยรายได้ที่ลดลงเป็นผลจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค การจัดกิจกรรมส่งเสริม การขาย และการกระจายสินค้า โดยโอสถสภาได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อ ช่วยเหลือคู่ค้าในการกระจายสินค้าส่งตรงสู่สาขาอย่างเต็มที่เพื่อให้มี สินค้าตอบสนองความต้องการอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดเครื่องดื่ม Functional Drinks หดตัว 18.40% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มวิตามินซี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดยังคงเติบโต 6.10% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยโอสถสภาขับเคลื่อนการเติบโตโดยรวมผ่านผลิตภัณฑ์เครื่องเดิมซีวิท และทำสถิติส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในตลาดเครื่องดื่ม Functional Drinks ที่ 39.80% (เพิ่มขึ้น 3.10% จากงวดเดียวกันของปีก่อน)

นอกจากนี้โอสถสภาได้เตรียมแผนรองรับการฟื้นตัวหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มคลี่คลาย โดยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีวิท ขนาด 1 ลิตร ในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มีการออกผลิตภัณฑ์ลิมิเต็ดอิดิชั่น อย่าง “คาลพิส แลคโตะ กลิ่นพีช ซากุระ” และ ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ “สลิมม่าเจลลี่” ในขณะเดียวกันโอสถสภาต่อยอดจุดแข็งด้านเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวาง โดยรับจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยันฮีวิตามินบีวอเตอร์และสามารถทำให้สินค้าส่วนแบ่งการตลาดการตลาดเพิ่มขึ้นและกลับมาเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่ม Flavored Water ได้

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 มีกำไรสุทธิ 2,404.03 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,653.53 ล้านบาท ด้วยตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังหดตัว 6.70% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากการผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรงของไวรัสโควิด-19 ในไตรมาส 3 ปี 2564

 

 

 

 

 

Back to top button