เปิดโผ  5 หุ้นเด่น โบรกอัพกำไรปี 65-66 พ่วงเป้าใหม่ราคาสูงปรี๊ด!

เปิดโผ  5 หุ้นเด่น โบรกอัพกำไรปี 65-66 พ่วงเป้าใหม่ราคาสูงปรี๊ด! หลังโชว์ผลงานไตรมาส 2/65 และงบครึ่งปีแรก 2565 โดดเด่น ชู TOG-TU-GPSC-SYNEX-SPALI นำทีมเด่น


ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยเน้นหุ้นที่โบรกเกอร์ชั้นนำของไทยทำการวิเคราะห์และได้ปรับประมาณการณ์กำไรปี 2566-2566 และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นมานำเสนอ หลังจากประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2565 และงวด 6 เดือนแรกปี 2565 ออกมาเติบโตโดดเด่นท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจชะลอตัว

สำหรับกลุ่มหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวจากการสำรวจบทวิเคราะห์บล.เคทีบีเอสที ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2565 พบว่ามีหุ้นที่เข้าหลักเกณฑ์ทั้งหมด 5 ตัว ดังนี้

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(11 ส.ค.2565) ว่า บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  หรือ TOG  แนะซื้อปรับเป้าขึ้นเป็น 11.00 บาท จากเดิม 10.00 บาท โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 2/2565 ที่ 109 ล้านบาท  โต 26%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,โต 44%เทียบไตรมาสก่อนหน้า หากไม่รวมกำไร FX กำไรปกติอยู่ที่ 84 ล้านบาท โต 10%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,โต22% เทียบไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าเราคาดโต 8% หนุนโดย

1.คำสั่งซื้อขยายตัวดีโดยเฉพาะเลนส์ Rx ที่มีมาร์จิ้นสูง ด้วยปัจจัยหนุนจากคู่ค้ามีการบริหารความเสี่ยงและ switch มาสั่งสินค้าจากบริษัทมากlขึ้น ทดแทนการสั่งจากจีน ส่งผลให้ GPM เพิ่มขึ้นเป็น 23.8% จากไตรมาส 1/2565  ที่ 21.2% และ 2.อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่า เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนรายได้ากการส่งออกมากกว่า 95%

โดยปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2565  ขึ้น โต18% และปรับกำไรปกติ (ไม่รวม FX) ขึ้นโต 7% เป็น 305 ล้านบาท โต 17%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อสะท้อนไตรมาส 2/2565 ที่ดีกว่าคาด และแนวโน้มครึ่งหลังปี 2565 ที่จะโตต่อเนื่องเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากคำสั่งซื้อเลนส์ Rx ทรงตัวสูง

ด้านราคาหุ้นกลับมาปรับตัวขึ้น และ Outperform โต15% ใน 1 เดือน หนุนโดยการคาดการณ์ ไตรมาส 2/2565 จะออกมาโดดเด่นคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มครึ่งหลังปี 2565 จะโตต่อเนื่องเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และปี 2565 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่สายการผลิตใหม่ของเลนส์ Rx คาดเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/2566

 

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(11 ส.ค.2565) ว่า บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ขาย” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 21.00 บาท อิงจากเดิม 16.40 บาท จากการปรับกำไรสุทธิปี 2566  ขึ้น และปรับ PER ขึ้นจากแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าคาด

โดยบริษัทรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2565 อยู่ที่ 1,624 ล้านบาท ลดลง 31%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,ลดลง 7% เทียบไตรมาสก่อนหน้า) โดยหาก adjust รายได้และค่าใช้จ่ายพิเศษออก core profit อยู่ที่ 1,673 ล้านบาท ลดลง 25%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,โต 18% เทียบไตรมาสก่อนหน้า เป็นไปตามคลาดคาด โดยรายได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ผลจากธุรกิจ pet food & value added ที่เติบโตได้ดี และรายได้รวมได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่า

ขณะที่ EBIT margin ลดลงผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังจะดีกว่าครึ่งแรกปี 2565 จากการปรับราคาขายขึ้น และแนวโน้มปริมาณขายยังเติบโตได้ต่อ

โดยปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2565-2566 ขึ้นโต 9% และโต 6% อยู่ที่ 6,885 ล้านบาท ลดลง 14%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และอยู่ที่ 7,272 ล้านบาท โต 6%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับสมมติฐานการเติบโตของรายได้ขึ้น ผลจากธุรกิจ pet food & value added ที่เติบโตในระดับสูง ดีกว่าที่คาดไว้

ขณะที่ธุรกิจ ambient ก็ยับเติบโตได้ต่อเนื่อง ในส่วนของ gross margin และ SG&A/sales คงไว้เท่าเดิม ราคาหุ้น outperform SET โต 3% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จากราคาในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับลงรับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้ว และมี downside risk ค่อนข้างจากัด โดยปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ขาย” จาก outlook การเติบโตของรายได้ที่ดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะจากธุรกิจ Pet food และ เรามองว่าราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว โดยมองว่าระดับ PER ที่ 14.0 เท่าเป็นระดับที่เหมาะสมเทียบกับการเติบโตใน 6% ของปี 2566

 

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์(11 ส.ค.2565) ว่า บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 83.00 บาท (เดิม 72.00 บาท) จากการให้น้ำหนักการบรรลุเป้ามีกำลังการผลิตเพิ่มอีกราว 3GW ภายในปี 2568 โดย assign probability 30% หรือเพิ่มขึ้น 1GW เข้ามาในราคาเป้าหมาย

บริษัทรายงานกำไรปกติไตรมาส 2/2565 ที่ 756 ล้านบาท ลดลง 63%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน, พลิกจากขาดทุน 211 ล้านบาทในไตรมาส1/2565 ใกล้เคียงกับที่ตลาดประเมิน โดยเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินกดดัน margin ในขณะที่ เทียบไตรมาสก่อนหน้า ฟื้นตัวเด่นจากการปรับค่า Ft ขึ้น รวมถึงโรงไฟฟ้า Glow Energy phase 5 และ Gheco 1 กลับมาดำเนินงานมากขึ้นและปัจจัยฤดูกาลของโครงการไซยะบุรี

ทั้งนี้ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ราว 2.5 พันล้านบาท ลดลง 66%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และคงมุมมองแนวโน้มครึ่งหลังปี 2565 ฟื้นตัวเด่นต่อเนื่องจากการปรับขึ้นค่า Ft ในงวดที่เหลือของปีและการเข้า peak season ของโครงการไซยะบุรีช่วยหนุน

ราคาหุ้น outperform SET กว่า โต 14% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คาดตลาดให้น้าหนักกับผลประกอบการที่จะกลับมาฟื้นตัวเด่น หลังถูกต้นทุนกดดันในช่วงไตรมาส 4/2564-ไตรมาส 1/2565 ที่ผ่านมา โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แม้ upside จากราคาเป้าหมายของมีจำกัด แต่เชื่อว่า momentum จากผลประกอบการที่ยังฟื้นตัวเด่นต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง 2565 จะเป็น key catalyst นอกจากนี้ยังมีการเติบโตควบคู่ไปกับกลุ่ม PTT ซึ่งยังคงมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้โครงการใหม่จากต่างประเทศที่เข้าไปลงทุนกับ partners (อินเดีย, ไต้หวัน) หากสำเร็จจะเป็น upside ต่อประมาณการของ

 

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์(11 ส.ค.2565) ว่า บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ปรับขึ้นเป็นซื้อปรับเป้าขึ้นเป็น 25.00 บาท จากเดิมราคาเป้าหมายที่ 18.00 บาท บริษัทรายงานกำไรปกติไตรมาส 2/2565 ที่ 168 ล้านบาท ลดลง 5%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,ลดลง 7% เทียบไตรมาสก่อนหน้า) ต่ำกว่าตลาดคาด 7% แต่ใกล้เคียงเราคาด จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นโต14%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,ลดลง 4% เทียบไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะรายได้กลุ่ม commercial ที่เพิ่มขึ้นสูงตามงานโครงงาน และการกลับมาลงทุนด้าน IT ขององค์กรต่างๆ ขณะที่ GPM ลดลงเล็กน้อยเป็น 4.3% ตามสัดส่วนรายได้กลุ่ม commercial ที่มี GPM ต่ำสูงขึ้น

คงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 816 ล้านบาท โต 11% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และปี 2566  ที่ 936 ล้านบาท โต15% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นโต 15% โต 13% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ประเมินว่าผลการดาเนินงานครึ่งหลังปี 2565 จะขยายตัวเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และครึ่งแรกปี 2565 จากรายได้กลุ่ม mobile ที่จะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล และส่วนแบ่งกำไรกิจการร่วมค้าที่จะดีขึ้น จากผลการดาเนินงาน NCAP ที่ดีขึ้น และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งจาก Cybertron (ผู้ดาเนินธุรกิจ cybersecurity) ที่บริษัทเข้าลงทุนในปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

ราคาหุ้น outperform SET โต20% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จากค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น ทั้งนี้แนะนำ “ซื้อ” จากความเสี่ยงต่างๆที่เริ่มคลี่คลาย, การเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่ม commercial ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย รวมทั้งเงินเฟ้อที่เริ่มขยายตัวในอัตราที่น้อยลง หนุนให้ยอดขายกลุ่ม consumer จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ประเมินว่าบริษัทมีความสามารถในการขยายธุรกิจที่สูง จากการเข้าลงทุนในธุรกิจที่มีโอกาสขยายตัวในอนาคตสูง เช่น cybersecurity ทั้งนี้ SYNEX ประกาศจ่ายปันผลครึ่งแรกปี 2565 ที่ 0.18 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD 22 ส.ค.นี้

 

บล.เคทีบีเอสที ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(11 ส.ค.2565) ว่า ริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)  หรือ SPALI ยังคงแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 24.00 บาท จากเดิม 23.00 บาท โดย SPALI รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 2/2565 ทำได้ดีที่ 2.1 พันล้านบาท โต 20%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน, โต76% เทียบไตรมาสก่อนหน้า ดีกว่าที่ consensus และเราทำไว้ที่ 1.6 พันล้านบาท โดยได้ผลบวกจากรายได้ที่ดีกว่าเราทำไว้ราว 18% จากยอดโอนทั้งคอนโดและแนวราบที่ดีขึ้น และ GPM อยู่ที่ 39.4% ยังทรงตัวได้ดีใกล้เคียงคาด

เราปรับประมาณการกำไรปี 2565 ขึ้นจากเดิม โต4% เป็น 7.0 พันล้านบาท (-1%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) จากกำไร ไตรมาส 2/2565 ที่ทำได้ดี โดยกำไรครึ่งแรกปี 2565 จะคิดเป็น 46% จากทั้งปี ส่วนครึ่งหลังปี 2565 จะยังคงดีขึ้นครึ่งแรกปี 2565 ได้ต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้จากคอนโดใหม่มากขึ้น (Fig.2) รวมถึงยอดโอนแนวราบจะยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่องจากแผนการเปิดโครงการใหม่มากขึ้น

ราคาหุ้น underperform SET ลดลง 5% ในช่วง 3 เดือน จากกำไรไตรมาส 1/2565 ที่ชะลอตัว และมีความกังวลด้านกำลังซื้อที่จะชะลอตัว แต่ราคาหุ้นกลับมา outperform SET โต 2% ในช่วง 1 เดือน ทั้งนี้ เรายังแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มกำไรครึ่งหลังปี 2565 ที่จะเติบโตขึ้นจาก ครึ่งแรกปี 2565 รวมถึงยังมี backlog รองรับรายได้ปีนี้แล้วค่อนข้างสูง 94% ทำให้กำไรยังมีโอกาส upside ได้อีก ด้าน valuation ปัจจุบันยังน่าสนใจเทรด 2022E PER ที่ 6.1 เท่า

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

Back to top button