IIG ยันเป้ารายได้ปีนี้ 950 ล้านบาท กางแผนขยายธุรกิจ “เวียดนาม-อินโดนีเซีย”

IIG ลุ้นราคาหุ้นแตะ “นิวไฮ” อีกรอบ นักลงทุนเชื่อมั่นรายได้สูงสุดในกลุ่มที่ปรึกษาด้านดิจิทัล ตั้งเป้ารายได้แตะ 900-950 ล้านบาท


นายสมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IIG ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันให้แก่องค์กรธุรกิจแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2565 สร้าง All-time High ได้ จึงส่งผลให้ราคาหุ้นช่วงเช้าของวันที่ 19 ส.ค. 65 บวกขึ้น 4 บาท หรือเพิ่มขึ้น 9.20% อีกทั้งคณะกรรมการบริษัทฯ ยังมีมติอนุมัติ เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อออก ใบสำคัญสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัท หรือ วอแรนต์ IIG-W1 ตอบแทนผู้ถือหุ้นจำนวน 5,000,000 หุ้น เสมือนเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นด้วย

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 65 บริษัทฯ ทำรายได้รวมอยู่ที่ 457.78 ล้านบาท เติบโต 42.7% กำไรสุทธิ 52.94 ล้านบาท เติบโต 64.9% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่มีรายได้รวม 320.76 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 32.11 ล้านบาท โดยรายได้หลักของบริษัทฯ ยังคงมาจากกลุ่มธุรกิจด้านการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) โดยมีรายได้อยู่ที่ 245 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.99 ล้านบาท หรือ 41.5% และธุรกิจด้านการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) มีรายได้ 186 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น 71.62 ล้านบาท หรือ 62.6% ซึ่งเป็นผลจากการให้บริการลูกค้ารายใหม่ซึ่งอยู่ในธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ และการสะสมฐานลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนการออกและจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (IIG-W1) จำนวนไม่เกิน 5,000,000 หน่วย ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) โดยไม่คิดมูลค่า ในอัตราส่วน 20 หุ้นเดิม ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งที่ 1 (IIG-W1) มีอายุ 2 ปี นับแต่วันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยอัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนได้ 1 หุ้น ที่ราคาใช้สิทธิ 32.00 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับจัดสรร IIG-W1 วันที่ 25 ตุลาคม 2565

นายสมชาย กล่าวอีกว่า ในปี 2565 บริษัทฯ ได้วางเป้าหมายไว้ว่าจะมีรายได้เติบโตประมาณ 900-950 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจที่กลับมาลงทุนและพัฒนาด้าน Digital Transformation มากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุค Digital Economy นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน อาทิ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย โดยเริ่มแรกจะมุ่งหาการลงทุนในบริษัทที่มีความสอดคล้องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในประเทศนั้นๆ

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนใน บริษัท แลนซิ่ง บิสสิเนส ซิสเต็มส์ จำกัด หรือ LANSING และอนุมัติออก Warrant เพิ่มทุน เพื่อขยายการเติบโตในอนาคต สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้าน Digital Transformation ที่เติบโตแรงทั่วโลก โดย LANSING เป็นผู้นำด้าน Software Development, IT Consulting and Outsourcing และ IT Staffing มีประสบการณ์เชี่ยวชาญมากกว่า 12 ปี

Back to top button