
สภาผู้บริโภค-SPU ชี้ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” 20 บ. ทำได้จริง-คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์
สภาผู้บริโภค ผนึก SPU เปิดผลวิจัยสัมปทานรถไฟฟ้าสีเขียวหลังหมดสัญญา 4 โมเดล มองนโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายทำได้จริง คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์กว่า 40% ประหยัดเวลาเดินทาง ลดมลพิษ แต่ยังมีข้อท้าทายด้านรูปแบบบริหารหลังหมดสัญญา
ผู้สื่อข่าวรายงาน (30 ส.ค.68) สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยผลศึกษารูปแบบและเงื่อนไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้ากรณี รถไฟฟ้าสายสีเขียว ระบุ รถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งสัญญาสัมปทานที่ทำกับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC จะสิ้นสุดลงในปี 2572
คำถามใหญ่ คือ หลังหมดสัญญาแล้ว “โมเดลใหม่” ควรเป็นแบบใดและที่สำคัญค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายที่ถูกพูดถึงกันมาก ทำได้หรือไม่ ซึ่งผลการศึกษาจาก ศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่าให้ผลลัพธ์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งกว่าคุ้ม ช่วยประหยัดเวลาเดินทาง 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 800 บาทต่อตัน
อีกทั้ง ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาเบื้องต้น สรุปได้เป็น 4 แนวทาง คือ 1.) ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม 2.) เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ 3.) ให้กทม.บริหารเอง 4.) โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้ได้มีการตั้งสมมติฐานเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้หรือไม่ ผลปรากฏว่ ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหนในการบริหารอัตราค่าบริการรถไฟฟ้า 20 บาทก็สามารถทำได้และผู้ประกอบการยังคงมีกำไร ที่สำคัญ มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่า 40% ซึ่งคุ้มค่ากว่าต้นทุนทางการเงินหลายเท่า
โดยความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับ อาทิ ประหยัดเวลาในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่า 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 800 บาทต่อตัน ลดการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เมื่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนเมืองดีขึ้น ทำให้การจ้างงาน การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญ การสร้างความเท่าเทียมในสังคม คนรายได้น้อยมีโอกาสใช้รถไฟฟ้า ไม่ถูกกีดกันด้วยราคา
“เราใช้สมมติฐานหากใช้ราคา 20 บาทตลอดสาย และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% ผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มรถไฟฟ้าใหม่ 25 – 46 ขบวน ในช่วงที่มีการต่อสัญญา ปี 2572 – 2585 ต้นทุนการเดินทางต่อหัวยังอยู่แค่ 14 – 17 บาทต่อเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า รถไฟฟ้า 20 บาท สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ในระยะยาว ส่วนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นตัวเลขสูงจนผู้วิจัยยังตกใจ อย่างไรก็ตามจะมีการจัดทำรายงานฉบับเต็ม โดยสัมภาษณ์ผู้ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลวิจัยแน่นขึ้น” ทีมผู้วิจัยระบุ
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากทม. ให้ความเห็นว่า งานวิจัยโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ในกรณีสายสีเขียวให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ถึง 40% ถือว่าสูงผิดปกติ อาจเป็นเพราะประเมินต้นทุนต่ำเกินไป ขณะที่ ผลตอบแทนทางการเงินยังขาดทุน
ดังนั้น การดำเนินโครงการ 20 บาท แม้จะคุ้มค่าทางสังคม แต่อาจไม่ยั่งยืน หากรัฐต้องชดเชยเพราะสายสีเขียวมีปัญหาหนี้สินที่กทม.จะต้องชำระเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านบาท หรือหากรัฐจะเลือกวิธีซื้อคืนมาบริหารเอง ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท
“หนี้สินของกทม. และสัญญาที่ผูกพันถึงปี 2585 เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะเจรจาต่อสัญญา, เปิดประมูลใหม่ หรือโอนให้รฟม. เห็นด้วยหากจะทำให้อัตราค่าโดยสารลดลง แต่ 20 บาทเหมาะสมหรือไม่ และรัฐจะหาเงินที่ไหนมาชดเชย ต้องคิดต่อว่าจะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนได้อย่างไร” ดร.สามารถกล่าว
ส่วน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า การศึกษาของกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้คิดที่อัตรา 25 บาท ซึ่งกทม.สามารถดำเนินการได้ และยังมีรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกกว่า 32,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทุกพรรคการเมือง ไม่เฉพาะเพื่อไทยที่เสนออัตราค่าโดยสาร 20 บาท พรรคก้าวไกล 15 บาท พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 50 บาทตลอดวันเดินทางกี่เที่ยวก็ได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอ 40 บาททั้งรถไฟฟ้า เรือ และรถเมล์
ต่างสะท้อนให้เห็นว่าทุกพรรคการเมืองมองแล้วโครงการนี้เป็นไปได้ หรืออาจจะใช้ภาษีรถยนต์ ซึ่งกทม.เก็บอยู่ปีละ 16,000 ล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ก็ได้เช่นกัน
“ประเทศเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาคือการบริหารจัดการ และจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ เช่น ค่าก่อสร้างทางด่วน เราไม่มีทางแก้รถติดได้ ถ้ายิ่งสร้างถนนรถก็ยิ่งติด ทำอย่างไรให้ทุกพรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อไทย ที่ลดราคาลง ให้ทุกคนขึ้นได้ และขยายไปสู่ต่างจังหวัดในอนาคต ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มทำแล้ว” นางสาวสารี กล่าว
อย่างไรก็ตามหากถามว่าทำไม “20 บาท” ถึงสำคัญ สถานการณ์ในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาหนักจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถือเป็นภาระหนักของประชาชน ค่าโดยสารเต็มระยะทางอาจเกิน 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ ธนาคารโลกมีคำแนะนำว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนไม่ควรเกิน 10% ของค่าจ้าง
โดยปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของไทยอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ดังนั้นค่าเดินทางไม่ควรเกิน 40 แต่ทุกวันนี้ ค่าเดินทางของคนกรุงเทพเกินไปมาก ไป-กลับอาจเกิน 200 บาทต่อวัน ถือเป็นภาระหนักมากของคนกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางหลักและกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 แต่มีการต่อสัญญากับเอกชนไปอีก 13 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีข้อโต้แย้ง แต่ตัวเลขจากงานวิจัยในเบื้องต้น ได้ชี้ชัดว่า 20 บาท ยิ่งกว่าคุ้ม และไม่เพียงแค่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกและราคายุติธรรม แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ไม่ว่ารัฐจะเลือกโมเดลการบริหารแบบใดหลังหมดสัญญา สิ่งสำคัญที่สุด คือ การยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ “20 บาทตลอดสาย” เป็นเครื่องมือพลิกโฉมระบบขนส่งไทยให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน