“เอเซียพลัส” คัด 3 หุ้น ESG ปันผลสูง ลุ้นเม็ดเงินไหลเข้า

“บล.เอเซีย พลัส” ประเมินทิศทางดอกเบี้ยโลกเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย หลังธนาคารกลางหลักปรับลดตามคาด หนุนบรรยากาศลงทุน พร้อมมอง SET มีโอกาสฟื้นจากแรงพยุงฟันด์โฟลว์และความตึงเครียดไทย-กัมพูชาที่คลี่คลาย


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า การประชุมของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกในรอบเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ส่วนใหญ่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องรวม 3 ครั้ง สู่ระดับร้อยละ 3.75 ขณะที่ในปี 2569 มีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกประมาณ 1-2 ครั้ง หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาเดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.1 และชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี

สำหรับประเทศไทย ในปี 2568 มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 4 ครั้ง สู่ระดับร้อยละ 1.25 โดยฝ่ายวิจัยมองว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง สู่ระดับร้อยละ 1.00

ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับร้อยละ 3.75 รวม 4 ครั้งในปีนี้ และในปีหน้าอาจมีการปรับลดเพิ่มเติมเพียง 1 ครั้งในเดือนเมษายน 2568 เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 2 ส่วนธนาคารกลางยุโรปคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.00 หลังปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว 4 ครั้งในช่วงต้นปี 2568 พร้อมส่งสัญญาณว่าวงจรการปรับลดดอกเบี้ยอาจสิ้นสุดลงแล้ว ตามทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ด้านมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเชิงบวกในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา โดยในกรณีที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 หลังมีข้อตกลงหยุดยิง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 จากระดับ 1,200 จุด สู่ราว 1,260 จุด ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งรอบปัจจุบันคาดว่าจะช่วยพยุงดัชนีและเอื้อให้ทยอยปรับตัวขึ้นได้ในลักษณะใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโลกยังคงอยู่ในภาวะผันผวน โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับลดลงร้อยละ 1.6 ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนเอนเอียงไปยังหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และหุ้นที่มีการประเมินด้านความยั่งยืนในระดับดี โดยดัชนีหุ้นปันผลสูงปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 และดัชนีหุ้นยั่งยืนปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5

ทั้งนี้ ยังมีแรงพยุงจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยมียอดซื้อสุทธิประมาณ 1,600 ล้านบาทในวันก่อนหน้า และราว 4,500 ล้านบาทในเดือนปัจจุบัน ประกอบกับความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง คาดว่าจะช่วยพยุงดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ให้หลุดระดับ 1,230 จุด โดยฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัสแนะนำหุ้นเด่นกลุ่มปันผลสูง ได้แก่ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงแรงเกินไปในช่วงก่อนหน้า

Back to top button