“สุชาติ” สั่งกรมโลกร้อนกางแผนรุกสู้ “เอลนีโญ” รับมือภัยแล้งสุดขีด

“สุชาติ” มอบกรมลดโลกร้อนขับเคลื่อนแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ รับมือเอลนีโญ หลังไทยเสี่ยงฝนน้อย-ฝนทิ้งช่วง-อุณหภูมิสูง กระทบภัยแล้ง ไฟป่า สุขภาพ และทะเลไทย


นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ รมว.ทส. มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมลดโลกร้อน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก เพื่อรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งด้านภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อุณหภูมิสูง ไฟป่า ปัญหาสุขภาพ และระบบนิเวศทางทะเล

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งผลักดันแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือ National Adaptation Plan: NAP เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหายจากความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะ “โลกร้อน” ไปสู่ “โลกเดือด”

จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา แม้ปัจจุบันสภาวะแปรปรวนของกระแสน้ำและชั้นบรรยากาศ หรือ ENSO จะอยู่ในสถานะเป็นกลาง แต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะทำให้ปริมาณฝนโดยรวมน้อยกว่าปกติ และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงกว่าปกติประมาณ 1.3-2.2 องศาเซลเซียส

ขณะเดียวกัน คาดว่าช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 เอลนีโญจะทวีความรุนแรงมากที่สุด สอดคล้องกับแบบจำลองพยากรณ์ของ European Centre for Medium-Range Weather Forecasts หรือ ECMWF ที่ประเมินว่า โลกมีโอกาสสูงมากที่จะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 และมีแนวโน้มคงอยู่ต่อเนื่องตลอดปี 2569 ถึงต้นปี 2570

นอกจากนี้ แบบจำลองการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะยาวของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังพบว่าปริมาณฝนของประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569-2571 มีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงพื้นที่เมือง

สำหรับความเสี่ยงสำคัญจากเอลนีโญ ได้แก่ การขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการผลิต ภาวะแห้งแล้งที่เพิ่มโอกาสเกิดไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิสูงที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ทำงานกลางแจ้ง รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปะการังฟอกขาว

ที่ผ่านมา นายสุชาติได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ โดยด้านการรับมือภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง กรมทรัพยากรน้ำได้ระดมเครื่องจักรกล ทั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุด และเรือดูดโคลน ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเปิดจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนแล้ว 157 แห่งใน 42 จังหวัด พร้อมจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำสะอาด 139 จุด และจุดสูบน้ำช่วยเหลือ 245 จุดทั่วประเทศ

ด้านการรับมือฝุ่นควันและไฟป่า กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประจำปี 2569 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าอย่างจริงจัง พร้อมเตรียมเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งอุปกรณ์ตักน้ำ เพื่อสนับสนุนการดับไฟป่าทางอากาศทันทีเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้แก่อาสาสมัครภาคประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสูง

ส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเตรียมบังคับใช้กฎหมายควบคุมการท่องเที่ยวทางทะเล หลังทะเลไทยเข้าสู่ภาวะเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเสริมความแข็งแรงของปะการังและหญ้าทะเลให้สามารถฟื้นตัวได้เอง ควบคู่กับการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง

ขณะเดียวกัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างพัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change Information Center เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางในการเผยแพร่ข้อมูลด้านภูมิอากาศของประเทศ ทั้งข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก ความเสี่ยงและการปรับตัว การคาดการณ์ภูมิอากาศระยะยาว ตลอดจนการติดตามประเมินผลการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมือเอลนีโญใน 6 สาขาความเสี่ยงภายใต้แผน NAP ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะเพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหาร การผลักดันการท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ การปกป้องกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบด้านสาธารณสุข การเฝ้าระวังไฟป่าและปะการังฟอกขาวด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม และการพัฒนาเมืองยืดหยุ่นพร้อมระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายภัย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า วิกฤตเอลนีโญครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาภัยแล้งตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยเร่งปรับโครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล การบูรณาการของทุกภาคส่วน และความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เปราะบางไปสู่ประเทศที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

Back to top button