“เอเซียพลัส” เตือน 5 ปัจจัยฉุด “หุ้นโลก” ชู ADVANC-BLA-BDMS หลบภัยตลาดผันผวน

บล.เอเซีย พลัส (ASPS) แนะปรับพอร์ตหนีความผันผวน สลับเข้าหุ้นกลุ่ม Defensive ชู ADVANC, BLA และ BDMS เป็นหุ้นเด่น ท่ามกลางความกังวล 5 ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ พุ่ง วิกฤตตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยขาขึ้น และการดูดสภาพคล่องจากดีล IPO ยักษ์ใหญ่ ขณะที่เงินเฟ้อไทยจ่อพุ่งทะลุ 5.78% ในครึ่งปีหลัง


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ดังนั้นจึงแนะนำให้สลับเงินเข้ากลุ่มปลอดภัย (Defensive) 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม Defensive นำโดย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF

2.กลุ่มรับอานิสงส์อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระดับสูง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA และ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI

3.กลุ่มทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (REITs) ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต สามบีบี หรือ 3BBIF และ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล หรือ LHHOTEL โดยเลือก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, BLA และ BDMS เป็นหุ้นเด่นประจำวัน

โดยสัปดาห์นี้คาดตลาดหุ้นโลกจะมีความผันผวนสูงจาก 5 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ 1.ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้เกิดความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น 2.สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังอิหร่านยิงขีปนาวุธหลายระลอกใส่อิสราเอล เพิ่มความเสี่ยงต่อการยกเลิกข้อตกลงหยุดยิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้น

3.เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันให้ FED ต้องคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป 4.ยุโรปเตรียมขึ้นดอกเบี้ย โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบปี ในการประชุมวันที่ 11 มิถุนายนนี้ จาก 2.00% เป็น 2.25% ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องทางการเงินทั่วโลกตึงตัวขึ้น และ 5.ปรากฏการณ์ดูดสภาพคล่องจากการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO Liquidity Drain) โดยหุ้น “SPCX” เตรียมเข้าจดทะเบียนในวันที่ 12 มิถุนายน ถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 7 ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ทำให้กองทุนและสถาบันขนาดใหญ่ต้องเร่งปรับพอร์ตและเทขายหุ้นเทคโนโลยีเดิมในตลาด เพื่อเตรียมเงินไปจองซื้อหุ้นดังกล่าว

Back to top button