“ดาโอ” แนะสะสม SAT-KKP-TISCO-TTB รับกำลังซื้อรถฟื้น ยอดผลิตพ.ย.โต 11%

บล.ดาโอ ประเมินยอดผลิตรถยนต์ปลายปีฟื้นต่อเนื่อง จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า-ยอดขายในประเทศเร่งตัว หลังยอดผลิตเดือนพ.ย. โต 11% แตะ 130,000 คัน แนะนำสะสม SAT หุ้นเด่น พร้อมมองบวกต่อกลุ่มธนาคารสินเชื่อเช่าซื้อ KKP, TISCO และ TTB รับอานิสงส์ตลาดรถยนต์ฟื้นตัว


อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงปลายปี 2568 หลังยอดผลิตรถยนต์เดือนพฤศจิกายนกลับมาเติบโตในอัตราสองหลักเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ตามเงื่อนไขนโยบายภาครัฐ ขณะที่ยอดขายในประเทศฟื้นตัวต่อเนื่องจากการปรับลดราคารถยนต์ไฟฟ้าและทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง แม้การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ยอดผลิตรถยนต์เดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ประมาณ 130,000 คัน เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 4% จากเดือนก่อนหน้า จากยอดผลิต BEV เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5เท่าของยอดรถไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปี 2565-2566 ที่ยังผลิตไม่ครบในปีที่แล้ว รวมถึงยอดผลิตรถกระบะ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งสันดาปภายใน (ICE) ยังปรับตัว ลดลง

ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 51,000 คัน เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากเดือนก่อนหน้า จากแรงหนุนของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า(BEV)ที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาขายที่ลดลง และได้ผลบวกจากอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง

ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 79,000 คัน ลดลง 12% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 5% จากเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการยุติการผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในบางรุ่นเพื่อการส่งออก ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์นั่ง ICE หดตัวถึง 44% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และการส่งออกรถกระบะลดลง 6% แม้จะเริ่มเห็นการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเข้ามาชดเชยบางส่วน

สำหรับภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 ยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1.34 ล้านคัน ลดลง 2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดจดทะเบียนใหม่รถยนต์ BEV (รย.1+2+3+6) เดือน พ.ย.2568 อยู่ที่ 1.07 หมื่นคัน โต 96% เทียบช่วเงดียวกันของปีก่อน,โต 5% เทียบเดือนก่อนหน้า รวม 11 เดือน 2568 มียอดจดทะเบียนใหม่ 1.08 แสนคันโต 66% เทียบช่วเงดียวกันของปีก่อน โดยส.อ.ท.ตั้งเป้ายอดผลิตรถยนต์ปี  2569 จะอยู่ที่ 1.45 ล้านคัน เท่ากับปี 2568E แบ่งเป็นเป้าหมายการขายในประเทศ 5 แสนคัน และส่งออก 9.5 แสนคัน

โดย DAOL มองเป็นบวกเล็กน้อย โดยยอดผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่ ยังมาจาก BEV ทั้งนี้ ยอดผลิตรถยนต์ 11 เดือน 2568 จะคิดเป็น 92.5% ของเป้า ผลิตรถยนต์ปี 2568 ที่ 1.45 ล้านคัน (ทรงตัว เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งประเมินว่าจะทำได้ ตามเป้า โดยยอดผลิตรถยนต์ในเดือน ธ.ค.2568 จะยังโต เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานต่ำ และ จะยังมีการเร่งผลิต BEV เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขโครงการสนับสนุนภาครัฐ และยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ฟื้นตัว ช่วยชดเชยยอดส่งออกรถยนต์ที่จะยัง ชะลอตัว แต่ลดลงเทียบเดือนก่อนหน้า เนื่องจากช่วงปลายเดือน ธ.ค.มีวันหยุดยาว กลุ่ม Automotive ยังให้น้ำหนัก Neutral

โดย SAT แนะนำซื้อราคาเป้า 15.00 บาท ประเมินแนวโน้มกำไรปี 2568 จะกลับมาฟื้นตัวได้เฉลี่ยปีละ 3% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย ยังได้ผลกระทบจากยอดผลิตรถกระบะที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งเป็นฐานรายได้หลัก แต่จะ ได้ผลบวกจากค าสั่งซื้อใหม่ และ GPM ที่ดีขึ้นจากการลดต้นทุน ขณะที่ราคา หุ้นระยะสั้นมีโอกาส outperform จากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ยังสูง ถึงราว 10% ต่อปี มองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อรถยนต์และจำนำทะเบียนรถจากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ เพิ่มขึ้นได้

โดยกลุ่มธนาคารคาดว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมากไปน้อย ได้แก่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO แนะถือราคาเป้า 102.00 บาท มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อที่ 44% โดย TISCO มีการกลับมาปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/2568 รองลงมา เป็น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP แนะซื้อเป้า 74.00 บาท เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อที่ 45% และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB แนะถือราคาเป้า 2.00 บาท มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อที่ 29%

Back to top button