MSCI เขย่าหุ้นไทย! เงินไหลออก 8.6 พันล้าน จับตา DELTA-PTT-TFG รับแรงซื้อ

MSCI เขย่าพอร์ตหุ้นไทย! คาดเม็ดเงินไหลออก 8.6 พันล้านบาท ส่องหุ้นเด่น DELTA-PTT-TFG รับแรงซื้อเข้าพอร์ตสูงสุด จับตาความผันผวนช่วงปรับน้ำหนักจริงราคาปิด 29 พฤษภาคมนี้!


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI (MSCI Rebalancing) ต่อหุ้นไทย ซึ่งจะมีผลต่อราคาปิดในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โดยภาพรวมพบว่ามีทั้งหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินไหลเข้า และหุ้นที่ถูกปรับลดน้ำหนักจนเกิดแรงขายออก ส่งผลให้ภาพรวมมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิประมาณ 8,600 ล้านบาท

สำหรับหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินไหลเข้า (Flows In) พบว่า กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และธนาคารพาณิชย์ยังคงโดดเด่น โดย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA มีเม็ดเงินไหลเข้าสูงสุด 1,500 ล้านบาท ตามด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มูลค่า 570 ล้านบาท และ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG มูลค่า 330 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังมีแรงซื้อกระจายไปยังหุ้นขนาดใหญ่อื่น ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มูลค่า 230 ล้านบาท, บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT มูลค่า 220 ล้านบาท และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN มูลค่า 200 ล้านบาท

รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มูลค่า 185 ล้านบาท, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มูลค่า 180 ล้านบาท และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB มูลค่า 180 ล้านบาท

ด้านหุ้นที่ถูกปรับลดน้ำหนักและมีเม็ดเงินไหลออก (Flows Out) พบว่า กลุ่มพลังงานและสื่อสารได้รับแรงกดดันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่มีเม็ดเงินไหลออกสูงสุดถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ตามด้วย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP มูลค่า 2,000 ล้านบาท และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC มูลค่า 1,500 ล้านบาท

ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อื่นยังเผชิญแรงขายเพิ่มเติม อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มูลค่า 1,100 ล้านบาท, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มูลค่า 800 ล้านบาท และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มูลค่า 400 ล้านบาท

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าจับตาในการปรับพอร์ตครั้งนี้ คือ DELTA และ TRUE ซึ่งเดิมตลาดคาดว่าจะเผชิญแรงขาย แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นแรงซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ ADVANC มีเม็ดเงินไหลออกสวนทางกับที่ตลาดประเมินไว้ ส่วน GULF เผชิญแรงขายสูงกว่าคาดการณ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงการปรับน้ำหนักจริงช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

สรุปตัวเลขเม็ดเงิน MSCI Flows (29 พ.ค. 69)

หุ้นที่มีเม็ดเงินไหลเข้า (Inflow) มูลค่า (ล้านบาท) หุ้นที่มีเม็ดเงินไหลออก (Outflow) มูลค่า (ล้านบาท)
DELTA +1,500 GULF -3,000
PTT +570 PTTEP -2,000
TFG +330 ADVANC -1,500
TRUE +230 AOT -1,100
MRDIYT +220 SCC -800
CPN +200 CPALL -400

อย่างไรก็ตาม บล.เคจีไอ ระบุว่า สาระสำคัญด้านกลยุทธ์การลงทุนและภาพรวมอุตสาหกรรมของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ครอบคลุมประเด็นหลักดังนี้

ประการแรก การขยายธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center: DC) ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายการเติบโตระยะยาวของบริษัท โดย GULF ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ดังกล่าวมากขึ้นควบคู่ไปกับโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศไทยและยุโรป ทั้งนี้ ผู้บริหารประเมินว่าความต้องการ Data Center ในประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับ 4–5 กิกะวัตต์ ขณะที่กำลังการดำเนินงานปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 350 เมกะวัตต์ แม้บริษัทจะมี pipeline รวมทั้งที่เปิดดำเนินการและอยู่ระหว่างก่อสร้างราว 2.87 กิกะวัตต์ แต่กำลังการดำเนินงานจริงยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากข้อจำกัดด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้า ความล่าช้าในการก่อสร้าง และการเลื่อนการตัดสินใจลงทุนภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม GULF มีความยืดหยุ่นมากขึ้นจากการพัฒนาโครงการ Data Center ด้วยตนเอง แทนการพึ่งพาความร่วมมือกับ Singtel

ประการที่สอง บริษัทมองเห็นโอกาสการลงทุนทั้งในประเทศไทยและยุโรป ทั้งในโครงการโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมและพลังงานทดแทน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป ขณะที่การแข่งขันในตลาดยุโรปลดลง ส่งผลให้ระดับความคุ้มค่าการลงทุน (risk/reward) มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสในการลงทุน Data Center ในต่างประเทศ

ประการที่สาม GULF ยังมีสัดส่วนการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Supply Chain) ในระดับจำกัด โดยยังไม่มีแผนลงทุนโดยตรงในธุรกิจ AI เพื่อสร้าง synergy หรือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้าน AI เนื่องจากมองว่าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนผ่านหน่วย venture capital ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เพียง 1–2 แห่งเท่านั้น

ในด้านประมาณการกำไร บล.เคจีไอคาดว่ากำไรหลักของ GULF ในช่วงปี 2569–2571 จะเติบโตเฉลี่ย 21% / 7% / 0.2% ตามลำดับ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ราว 4–7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรที่แข็งแกร่งจาก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC

ทั้งนี้ ในระยะสั้นคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ของ GULF จะทำระดับสูงสุดใหม่มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรจากการขายเงินลงทุนบางส่วนในโครงการ Pak Lay รายได้เงินปันผลจากธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธุรกิจโรงไฟฟ้า IPP ที่เข้าสู่ช่วง High Season และกำไรจาก ADVANC ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากราคาก๊าซของโรงไฟฟ้า SPP ที่ปรับขึ้นคาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัด

สำหรับภาพรวมครึ่งปีหลัง 2569 บล.เคจีไอประเมินว่ากำไรหลักจะเติบโตแข็งแกร่งกว่าครึ่งปีแรก จากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นและช่วงพีคของ ADVANC ในไตรมาส 4 ปี 2569

บล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น GULF โดยให้ราคาเป้าหมายเชิงมูลค่าพื้นฐานที่ 70.00 บาท พร้อมระบุว่า GULF ยังคงเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มโรงไฟฟ้าสำหรับนักลงทุนระยะยาวในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569

ส่วน บล.กสิกรไทย มองหุ้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ราคาพื้นฐาน 371.20 บาท การปรับฐานของราคาหุ้นเพิ่มเติมอาจเป็นจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสม เพื่อสะสมการลงทุนระยะยาวในหุ้นโทรคมนาคมที่มีผู้เล่นรายใหญ่สองรายนี้ โดยมองข้ามความผันผวนทางเศรษฐกิจในปี 2569

ความโดดเด่นของบริษัทในด้านบริการที่ครบวงจร ทั้งด้านการเชื่อมต่อ คอนเทนต์ และอุปกรณ์ รวมถึงประวัติการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อกำไร แต่ยังทำให้บริษัทอยู่ในสถานะที่จะสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

สำหรับ Valuation ปัจจุบันเทรดบริเวณ EV/EBITDA 9.9 เท่า ผสานคาดอัตราการจ่ายปันผลราว 5.2% ต่อปี

Back to top button