“บล.เอเซีย พลัส” มองเศรษฐกิจโลกสดใส GDP สหรัฐฯ โตแรง แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานดี–ปันผลสูง

บล.เอเซีย พลัส มองเศรษฐกิจโลกสดใส หลัง GDP สหรัฐฯ โตแรงเกินคาด ลดความเสี่ยงถดถอย ขณะที่ไทยจับตามาตรการคุมธุรกรรมทองคำสกัดบาทแข็ง ด้านโพลดีเบตก้าวไกลนำ แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นเด่น PTTEP, GULF, BGRIM, GPSC และหุ้นปันผล ICHI, LH, AP, MAJOR


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายหลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาออกมาขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดลง ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามมาตรการใหม่ในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจยังสะท้อนว่าพรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานดีและหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง

แหล่งข้อมูลระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่เพิ่มขึ้น 3.3% และถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการส่งออกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และไทย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 2 ของปีถัดไป

เทคโนโลยีควอนตัม: โอกาสการลงทุนแห่งอนาคต
ในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) ถูกประเมินว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังปี 2573 และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2583

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) เป็นที่เรียบร้อย สำหรับนักลงทุนที่สนใจ แหล่งข้อมูลแนะนำให้ติดตามการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Quantum หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง อาทิ DEFIANCE QUANTUM ETF (QTUM US) ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Micron และ Alphabet

มาตรการกำกับธุรกรรมทองคำ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท
สำหรับสถานการณ์ในประเทศ แหล่งข้อมูลระบุว่า ค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงถึง 65% ในปี 2568 โดยกิจกรรมการซื้อขายทองคำที่คึกคักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ล่าสุด หน่วยงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.การกำหนดให้ผู้ค้าทองคำออนไลน์รายงานข้อมูลต่อกรมสรรพากร

2.การพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์

3.การกำหนดเพดานมูลค่าธุรกรรมทองคำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 เพื่อช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท

ติดตามการเมืองและกลยุทธ์การลงทุน
ในด้านการเมือง ผลสำรวจ Popular Vote จากการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจครั้งแรกโดยไทยรัฐทีวี ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งที่ 44.7% รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่ 22.8% โดยนโยบายหลักที่ทุกพรรคให้ความสำคัญ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและมาตรการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเงินบาทแข็งค่า โดยหุ้นเด่นที่แนะนำประกอบด้วย

หุ้นพื้นฐานดีรับอานิสงส์บาทแข็ง ได้แก่ PTTEP, GULF, BGRIM, GPSC

หุ้นปันผลสูง ได้แก่ ICHI, LH, AP, MAJOR

หุ้นต่างประเทศ ได้แก่ ZIJIN80 และ 1880 HK

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ประกอบกับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมียอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 7.3 พันล้านบาท ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา

Back to top button