
“กรุงศรี” ชี้ SET ไซด์เวย์อัพ รับสงบศึกชายแดน-ลุ้น Election Rally แนะลงทุน 3 ธีมเด่น
KSS ประเมิน SET สัปดาห์สุดท้ายปี 2568 แกว่ง Sideways-Up ในกรอบ 1,243–1,278 จุด รับจิตวิทยาบวกหลังไทย–กัมพูชาหยุดยิง และลุ้น Election Rally ก่อนเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.69 พร้อมชู 3 ธีมลงทุนเด่น “คลี่คลายชายแดน–เงินบาทแข็ง–ปันผลเด่น”
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) KSS ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์สุดท้ายของปี (29-30 ธ.ค.68) จะเคลื่อนไหวในลักษณะ แกว่งตัว “Sideways/Up” โดยให้กรอบ แนวต้านที่ 1,270 และ 1,278 จุด และ แนวรับที่ 1,248 และ 1,243 จุด แม้ปัจจัยมหภาคจากต่างประเทศจะเบาบางลงในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี 2568 แต่ปัจจัยภายในประเทศกลับเริ่มมีทิศทางสนับสนุนเชิงบวก โดยเฉพาะสัญญาณการหาข้อยุติความขัดแย้งระหว่าง ไทยและกัมพูชา
ซึ่งล่าสุดไทย–กัมพูชาประกาศหยุดยิงตั้งแต่เวลา 12.00 น.ในวันที่( 27 ธ.ค.68) ผ่าน Joint Statement GBC คงกำลังทหาร ห้ามเสริมกำลังหรือยั่วยุซ้ำ 72 ชั่วโมงแรกเป็นตัวชี้วัดความต่อเนื่องของสันติภาพ ผสานนักท่องเที่ยวน่าจะเด่นส่งท้ายปี ตามด้วยความคาดหวัง Election Rally หลังเปิดปีใหม่ ก่อนเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.2569
บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีชี้ให้เห็น 3 ธีมการลงทุนเด่น ได้แก่ (1) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการคลี่คลายความขัดแย้งไทย–กัมพูชา เช่น บริษัทคาราบ CBG, BDMS, OR, SAV กลุ่มนิคม WHA,AMATA ท่องเที่ยว ERW, CENTEL
(2) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า ในกลุ่มสื่อสาร ADVANC พลังงาน+ปิโตรเคมี IVL, PTTGC และ ไฟฟ้า GULF
(3) หุ้นปันผลสูงและพื้นฐานแข็งแกร่ง อาทิ ธนาคาร KBANK, KTB อสังหาฯ AP, SIRI, SC
สำหรับหุ้นเด่นประจำสัปดาห์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีแนะนำ CBG ราคาเป้าหมาย 60 บาท สถานการณ์ไทย-กัมพูชาที่แนวทางร่วมหาข้อยุติเป็นแรงหนุน และ CENTEL ราคาเป้าหมาย 37.5 บาท ลุ้นนักท่องเที่ยวเด่นส่งท้ายปี+เข้า SET50+จิตวิทยาลบการสู้รบไทย – กัมพูชาคลาย รวมทั้ง BDMS ราคาเป้าหมาย 29 บาท สถานการณ์ไทย-กัมพูชาที่แนวทางร่วมหาข้อยุติเป็นแรงหนุนในมิติการจัดธีมการลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีวาง ธีมเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่ AMATA, GLOBAL, CENTEL, ERW, IVL, PTTGC, MTC และคัดหุ้นไตรมาส 4/2568 ประกอบด้วย AOT, BJC, CPALL, GULF, HMPRO, IVL, MTC, PTTGC, TOP, WHA และ Small Cap Play : AMATA, CENTEL, ERW, GLOBAL
ด้านกำไรต่อหุ้นรวมของตลาดตามข้อมูลล่าสุดปี 2568 ถูกประเมินไว้ที่ 89.05 บาท ซึ่ง ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยกลุ่มที่ถูกปรับเพิ่มมุมมองได้แก่ ปิโตรเคมีและขนส่ง ส่วนกลุ่มที่ถูกปรับลดได้แก่ บรรจุภัณฑ์และอสังหาริมทรัพย์
ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) สัปดาห์ก่อนหน้า พบเงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) สุทธิ 4,466 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในฝั่งประเทศไทย มีเงินไหลออกสุทธิ 27.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการ ซื้อหุ้น 65.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายพันธบัตร 93.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับทิศทางเงินบาทที่ แข็งค่าในช่วง 31.00–31.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย (1) วันที่ 30 ธันวาคม 2568 การเปิดเผย รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ หรือ Fed Minutes จากการประชุม FOMC รอบล่าสุด
(2) วันที่ 31 ธันวาคม 2568 การเปิดเผย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและนอกภาคการผลิตของจีน โดยคาดการณ์ PMI ภาคการผลิตที่ 49.30 จุด เทียบก่อนหน้า 49.20 จุด และ PMI นอกภาคการผลิตที่ 49.70 จุด เทียบก่อนหน้า 49.50 จุด รวมถึง PMI ภาคการผลิตจากสำนัก Rating Dog ที่คาดไว้ 49.70 จุด เทียบก่อนหน้า 49.90 จุด และ
(3) วันที่ 31 ธันวาคม 2568 การรายงาน ตัวเลขยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ ซึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ 214,000 ตำแหน่ง โดยยัง ไม่มีการคาดการณ์จากตลาดในรอบนี้
ส่วนในประเทศยังคงต้องติดตาม แนวนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลักและทิศทางคะแนนนิยม ซึ่งอาจส่งผลต่อความผันผวนระยะสั้นของสินทรัพย์ไทย

