เปิดโผหุ้นรับประโยชน์ ภาษีสหรัฐผ่อนคลาย โบรกชู WHA–GULF–AMATA–ITC เด่น

แรงกดดันด้านการค้าโลกผ่อนคลายหลังภาษีสหรัฐถูกศาลสั่งยกเลิก หนุนตลาดหุ้นไทยรับกระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ บล.กรุงศรี มอง SET ไซด์เวย์อัพ พร้อมชู GULF AMATA และ ITC เป็นหุ้นเด่น ด้าน บล.ทิสโก้ ชี้กลยุทธ์ China Plus One หนุนดีมานด์นิคมอุตสาหกรรมฟื้น แนะ WHA และ AMATA รับอานิสงส์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่าฝ่ายบริหารมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าการใช้กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ล่าสุดทรัมป์ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากแผนสำรองเดิมที่ 10% สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวด้านนโยบายการค้า หลังแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของศาล

มาตรการภาษีใหม่นี้อ้างอิงอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารสามารถกำหนดภาษีนำเข้าชั่วคราวได้ในกรณีที่ประเทศเผชิญปัญหาดุลการชำระเงิน โดยมีระยะเวลาบังคับใช้สูงสุด 150 วัน และหากต้องการขยายระยะเวลาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้มีแนวโน้มกระทบประเทศคู่ค้าที่เคยได้รับการผ่อนปรนหรือเจรจาอัตราภาษีไว้ในระดับต่ำกว่า เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ซึ่งอาจต้องกลับมาเผชิญอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้น ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงจับตาผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้าโลก และแนวโน้มเงินเฟ้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐในระยะถัดไป

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มกลยุทธ์ “China Plus One” มีความชัดเจนมากขึ้น โดยสถานการณ์ปัจจุบันช่วยเสริมบทบาทของไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการกระจายห่วงโซ่อุปทาน หลังผู้ผลิตทั่วโลกเร่งย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ก่อนหน้านี้ ความกังวลเกี่ยวกับอัตราภาษีในระดับ 19% ในช่วงปี 2568 เคยสร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตมายังไทย เนื่องจากอาจไม่ได้เปรียบทางการค้า อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำสั่งฝ่ายบริหารและคำตัดสินของศาล ส่วนต่างภาษีระหว่างไทยและจีนมีแนวโน้มยังคงอยู่ ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมไทยกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งสำหรับบริษัทที่ต้องการฐานการส่งออกที่มีเสถียรภาพ ขณะที่อัตราภาษีทั่วโลกใหม่ที่ระดับ 15% ยังต่ำกว่าระดับก่อนหน้า

บทวิเคราะห์ยังระบุว่า คำตัดสินดังกล่าวช่วยปลดล็อกอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า หลังภาษีระดับ 19% กระทบความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการเมื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เมื่อความเสี่ยงดังกล่าวลดลง คาดว่าบริษัทจำนวนมากจะเดินหน้าซื้อที่ดินต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดโอนที่ดินและรายได้ของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2569

สำหรับมุมมองต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ระบุว่า บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก โดยเริ่มต้นปี 2569 ด้วยมูลค่ายอดโอนที่ดินรอรับรู้รายได้ (backlog) ราว 7.46 พันล้านบาท ซึ่งการยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการภาษีการค้าจะช่วยให้บริษัทสามารถปิดดีลสำคัญกับบริษัทเทคโนโลยีและผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ได้

ขณะที่ AMATA จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน จากยอดค้างโอนจำนวนมากราว 25,000 ล้านบาท แม้เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ แต่แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นบวก

ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการบังคับใช้ภาษี 15% ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดตลอดปี 2569 โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น WHA พร้อมให้มูลค่าพื้นฐานที่ 4.90 บาท

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways/Up โดยให้แนวต้านที่ระดับ 1,490-1,506 จุด และแนวรับที่ 1,471 – 1,467 จุด ท่ามกลางจิตวิทยาสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวดีขึ้น หลังแรงกดดันด้านการค้าโลกเริ่มผ่อนคลาย และความไม่แน่นอนด้านนโยบายกดดัน Dollar Index ให้อ่อนค่า ส่งผลให้กระแสเงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้ ปัจจัยภายในประเทศยังได้รับแรงหนุนจากโอกาสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง สอดรับกับนโยบายรัฐบาลใหม่ รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่าในกรอบ 31.0–31.1 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ภาพรวมอัตราภาษีเฉลี่ยของเอเชียที่ปรับลดลงสะท้อนแรงกดดันด้านภาษีที่คลี่คลาย ซึ่งช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนโดยรวม

ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 1.4% ต่ำกว่าคาด สะท้อนภาพ Soft Landing โดยคาดว่าจะสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐยังมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 และเอื้อต่อการไหลของเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดที่มีระดับมูลค่ายังไม่สูง ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่มีสัญญาณผ่อนคลายยังช่วยหนุนจิตวิทยาการลงทุน

ขณะที่ฝ่ายนักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี แนะนำหุ้นเด่น 3 ตัว ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 70 บาท มองได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีสหรัฐที่หนุนประเทศเกิดใหม่ ประกอบกับจิตวิทยาบวกจากเงินบาทแข็งค่าในกรอบ 31.0–31.1 บาทต่อดอลลาร์ และแนวโน้มการลงทุน Data Center ที่มีโอกาสเร่งตัวจากกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งไทยมีความพร้อมดึงเม็ดเงินสูง

ขณะเดียวกัน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ราคาเป้าหมาย 26 บาท ได้แรงหนุนจากการคลายความกังวลต่อมาตรการภาษีฉุกเฉินของสหรัฐ หลังศาลสั่งยกเลิกการใช้กฎหมาย IEEPA ทำให้มุมมองต่อการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมปรับดีขึ้น และมีโอกาสได้รับประโยชน์จาก FDI โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและ Data Center

ในส่วนบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ราคาเป้าหมาย 20 บาท ได้อานิสงส์จากความเสี่ยงด้านภาษีที่ลดลง โดยเฉพาะในฐานะหุ้นส่งออกที่มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐประมาณ 50% ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเมื่ออัตราภาษีปรับลงมาใกล้เคียงประเทศอื่น

Back to top button