AOT สตอรี่เปลี่ยน! ปลดล็อกดิวตี้ฟรี–ปรับค่า PSC หนุนรายได้-กำไรปี 69 โตก้าวกระโดด

จับตา AOT ปี 69 สัญญาณบวกชัด หลังปลดล็อกปมดิวตี้ฟรีกับคิง เพาเวอร์ ผสานการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก หนุนรายได้และกำไรเติบโตโดดเด่น ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนระยะกลางถึงยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ราคาหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาหุ้นปรับฐานลงไปทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ปิดที่ระดับ 27.25  บาท ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวและปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา จนล่าสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ราคาปิดที่ระดับ 53 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 0.93% สูงสุดที่ระดับ 53.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 53 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 797.70 ล้านบาท

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นดังกล่าว มาจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุนที่ตอบรับปัจจัยบวก หลังบริษัทเดินหน้าทบทวนโครงสร้างรายได้จากค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) อย่างจริงจัง ภายหลังจากก่อนหน้านี้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนค่า PSC สูงกว่าอัตราที่สามารถจัดเก็บได้ โดยเฉพาะผู้โดยสารขาออกภายในประเทศที่มีต้นทุน PSC ที่ 160 บาทต่อคน แต่จัดเก็บที่ 130 บาทต่อคน ส่วนผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศนั้น ต้นทุนกับอัตราที่จัดเก็บก็เกือบจะใกล้เคียงกัน

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาคนั้น จำเป็นต้องจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในอัตราที่แข่งขันได้ เพื่อให้ AOT สามารถนำรายได้มาปรับปรุงหรือจัดหาวัสดุอุปกรณ์ พัฒนาระบบต่าง ๆ ให้ทันสมัย อย่างกรณีท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ที่จัดเก็บค่า PSC ที่ 1,200 บาทต่อคน ซึ่งสูงกว่า AOT มาก

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) มีมติให้ AOT ปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกสำหรับเส้นทางระหว่างประเทศทั้ง 6 ท่าอากาศยานของ AOT อีก 390 บาทต่อคน จากปัจจุบันที่ AOT จัดเก็บในอัตรา 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน แต่คงอัตราการจัดเก็บเส้นทางบินในประเทศที่ 130 บาทต่อคนต่อไป

แหล่งข่าวจากตลาดทุนระบุว่า “ทุกการปรับขึ้นค่า PSC ในอัตรา 100 บาท จะส่งผลให้รายได้ของ AOT เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้น AOT เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับปิดใกล้ 30.25 บาท ก่อนขยับขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 54.25 บาทในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 24 บาท คิดเป็นการปรับตัวขึ้นราว 79%”

นอกจากนี้ AOT ยังมีปัจจัยบวกจากการปลดล็อกระหว่างบริษัทกับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการให้บริการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรภายในสนามบินหลักและภูมิภาคที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และหาดใหญ่ โดยการเจรจาครั้งนี้มุ่งรักษาเสถียรภาพรายได้ของ AOT ให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่ต้องเปิดกระบวนการสรรหาผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งอาจทำให้รายได้สะดุดและกระทบต่อการให้บริการผู้โดยสาร

ภายใต้ข้อสรุปของสัญญาฉบับแก้ไข สนามบินสุวรรณภูมิจะจัดเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (Minimum Guarantee: MG) ตามจำนวนผู้โดยสารในอัตรา 232.90 บาทต่อคนต่อปี พร้อมการปรับเพิ่ม 5% ทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง AOT ยังจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ส่วนเพิ่ม 35% ของยอดการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per Head) ในส่วนที่เกินเงื่อนไขที่กำหนดไว้ สำหรับสนามบินดอนเมืองยังคงใช้อัตราการจัดเก็บ MG ตามพื้นที่ในอัตรา 39,187.76 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน และส่วนแบ่งรายได้ 20% ตามสัญญาเดิม โดยหากปริมาณผู้โดยสารฟื้นตัวเกิน 100% ของระดับฐาน จะกลับไปใช้อัตรา MG ต่อตารางเมตรตามข้อตกลงก่อนหน้า

สำหรับสนามบินภูมิภาคของ AOT จะจัดเก็บ MG ในอัตรา 129.67 บาทต่อคนต่อปี พร้อมการปรับเพิ่ม 5% ทุกปี และรับส่วนแบ่งรายได้ส่วนเพิ่ม 35% ของยอดการใช้จ่ายต่อหัวในส่วนที่เกินเงื่อนไข ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าสัญญาเดิมที่จัดเก็บเพียง 20% ตลอดอายุสัญญา โดยโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ใหม่นี้จะช่วยสร้างโอกาสรายได้เพิ่มเติมแก่ AOT หากอุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ AOT ระบุว่า การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ให้ผลตอบแทนทางการเงินที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่คาดว่าจะได้รับในกรณีสรรหาผู้ประกอบการรายใหม่ในสภาวะปัจจุบัน ขณะเดียวกัน การยกเลิกสัญญาจะทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการ รายได้ การจ้างงานของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งแนวทางการแก้ไขสัญญานี้จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว และยังคงสนับสนุนการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระบบนิเวศการบินไทย

นอกจากนี้ สัญญายังได้กำหนดเงื่อนไขการขยายระยะเวลาย้ายอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมรวม 5 ปี (นับรวมอายุสัญญาคงเหลือ) เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาคุ้มทุน โดยในกรณีที่อาคารผู้โดยสาร 3 แล้วเสร็จ หากสัญญาเดิมเหลือ 3 ปี และระยะเวลาคุ้มทุนอยู่ที่ 5 ปี AOT จะพิจารณาขยายสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี เพื่อให้เหมาะสมกับรอบการลงทุนและการคืนผลตอบแทนทางการเงินของโครงการดังกล่าว

โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น AOT ปรับราคาเป้าหมายขึ้นจาก 47 บาท เป็น 56 บาท หลังบริษัทประเมินว่าทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนที่ชัดเจนทั้งจากรายได้กิจการบิน และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการบิน ส่งผลให้กำไรของ AOT แข็งแกร่งขึ้น โดยปรับเพิ่มกำไรปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568-ก.ย. 2569) 12% และปีงบประมาณ 2570 (ต.ค. 2569-ก.ย. 2570) อีก 14% โดยการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับ KPD ได้สร้างการเติบโตของกำไรราว 5% ขณะที่การปรับขึ้นค่า PSC สามารถสร้างการเติบโตได้อีก 10% ในปี 2570 รวมมีอัพไซต์ 21% ในระยะกลางและระยะยาว โดยปี 2569 กำไรเติบโต 21% และเติบโต 34% ในปี 2570

นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่า PSC ยังเป็นเรื่องเชิงบวกที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งเดิมเคยคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นราว 200-300 บาทต่อคน แต่ปรับขึ้นจริงถึง 390 บาทต่อคน ซึ่งช่วยให้ AOT สร้างรายได้ทันทีจากการเติบโตของผู้โดยสาร โดยไม่ต้องรอให้การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขยายครบถ้วนก่อน อาทิ อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) หากสมมติว่า AOT จะเพิ่มงบลงทุนจาก 8 พันล้านบาทในปี 2569 เป็น 1.8 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และแตะจุดสูงสุดที่ 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2571 การปรับขึ้น PSC จะช่วยเป็นเกราะรองรับความเสี่ยง รักษาความสามารถการทำกำไร แม้อยู่ในช่วงลงทุนหนัก ซึ่งปัจจัยนี้เป็นบวกเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อ AOT จะทบทวนแผนการลงทุน ปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเดินทางทั่วโลกและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

ด้านการแก้สัญญาดิวตี้ฟรีที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งคิดเป็น 70% ของรายได้สัมปทาน MG จะถูกปรับลดจาก 371 บาท/ผู้โดยสาร เหลือ 232.9 บาท/ผู้โดยสาร แต่ปรับเพิ่มปีละ 5% และมีสัดส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing)  ใหม่ที่ 20% และสามารถเพิ่มเป็น 35% ของรายได้ KPD ตามลำดับ โดยคาดว่าผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ที่ 25 ล้านรายในปี 2568 และ 26.2 ล้านรายในปี 2570 เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคาดว่ารายได้ KPD ในปี 2569 จะอยู่ที่ 6 พันล้านบาท (เทียบกับ 8.8 พันล้านบาทในปี 2568) และยังสูงกว่าที่เคยประมาณการไว้ที่ 5.1 พันล้านบาท นอกจากนี้ อายุสัมปทานยังถูกขยายออกไปอีก 2 ปี จนถึงปี 2578 ให้สอดคล้องกับแผนขยายอาคารผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นทำให้หุ้น AOT ถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่มีความน่าสนใจต่อการลงทุนในปี 2569 โดยมีแรงหนุนสำคัญจากแนวโน้มการเติบโตของผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะโดดเด่นกว่าตลาด ภายหลังการปรับขึ้นอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออก ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา และคาดว่าจะสามารถปรับใช้ได้ในช่วงต้นปี ประกอบกับความสำเร็จในการเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีกับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ที่ช่วยปลดล็อกความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องของรายได้และบริการในสนามบินเครือข่ายของบริษัท ซึ่งมีโอกาสที่จะสนับสนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

Back to top button