“พงศ์ภัทร” เปิดกลยุทธ์ลงทุนปี 69 แนะลงทุน 3 กลุ่มธีม “เลือกตั้ง-ปันผลสูง”

“พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์” เผย 2 วันทำการสุดท้ายตลาดหุ้นไทยยังมีจังหวะสะสมหุ้นข้ามปีได้สำหรับนักลงทุนสายสะสม สถิติ 5 ปีย้อนหลังชี้สัปดาห์แรกของปี SET มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 1.30% พร้อมแนะลงทุน 3 กลุ่มธีมเลือกตั้ง รวมถึงหุ้นแบงก์รับปันผลสูง


นายพงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์เอกซ์ จำกัด ในเครือกลุ่มเอสซีบีเอ็กซ์ เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเหลือเพียง 2 วันทำการสุดท้าย ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสสะสมหุ้นเพื่อถือข้ามปีได้สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนระยะกลางและระยะยาว โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติย้อนหลัง 5 ปีพบว่า ผลตอบแทนของดัชนี SET ในสัปดาห์แรกของปีมักเคลื่อนไหวในแดนบวกเฉลี่ย 1.30%

อย่างไรก็ตาม ภาพการซื้อขายช่วงปลายสัปดาห์สุดท้ายของปีมักผันผวนระยะสั้นในลักษณะขึ้นลงสลับกัน เนื่องจากมีเม็ดเงินหมุนเข้าออกเป็นช่วง ๆ ทำให้ยังอาจเห็นแรงขายลดความเสี่ยงบางส่วนก่อนสิ้นปี แต่ก็มีโอกาสที่เงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามาในช่วงสั้นเพื่อเก็งกำไร โดยสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้พิจารณาเปิดสถานะซื้อในจังหวะที่ตลาดอ่อนตัวใน 2 วันสุดท้ายของปี เพื่อจับรอบดีดสั้นและทยอยขายทำกำไรในสัปดาห์แรกของปี 2569

สำหรับมุมมองโครงสร้างปัจจัย ปี 2569 มีตัวแปรสำคัญคือการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนจิตวิทยาตลาด นักลงทุนควรจับตานโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะนโยบายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างจริงจัง หากเป็นพรรคที่สามารถคุมเสียงข้างมากในสภาได้อย่างเด็ดขาด ก็จะเพิ่มโอกาสผลักดันมาตรการขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ส่งผลต่ออารมณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ด้านกลยุทธ์ลงทุนเชิงพื้นฐาน แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาหุ้นที่มีมูลค่าทางการเงินไม่แพง และมีแนวโน้มธุรกิจไม่แย่ลงเป็นหลัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งยังมีผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงเฉลี่ย 6.00% ถึง 7.00% ต่อปี เมื่อเทียบกับผลตอบแทนเงินฝากที่ต่ำกว่า และคาดว่าปี 2569 อาจเห็นการลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม 2 ครั้ง ครั้งละ 25 สตางค์ ในเดือนเมษายนและเดือนสิงหาคม ซึ่งจะช่วยค้ำระดับราคาหุ้นที่ให้ยีลด์สูงได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ธีมลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งและการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีโอกาสสร้างสีสันต่อตลาดในระยะสั้น ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มการบริโภคซึ่งอาจได้แรงหนุนจากทุกพรรคการเมือง แก่ CPALL กลุ่มการท่องเที่ยวและโรงแรมที่คาดว่าจะเติบโตตามแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ CENTEL โดยประเมินว่ากำไรโรงแรมจะฟื้นตัวจากผลขาดทุนที่ลดลง และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ AMATA, WHA ซึ่งจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มการกลับมาของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ

Back to top button